ยินดีต้อนรับ ผู้เยี่ยมชม โรงพยาบาลศรีสังวรสุโขทัย

Login

 
 ชื่อเรียก
 รหัสผ่าน
 จำชื่อและรหัสผ่าน

Main Menu

 
 หน้าหลัก
 QualityOnline
 WWW3
 SSWRisk
 KMnet

บริการ
 ข้อมูลทั่วไปโรงพยาบาล
 แผนที่ที่ตั้งโรงพยาบาล
 ปฎิทินกำหนดการ
 โทรศัพท์ภายใน
 อนุสรณ์ 60 ปี ศรีสังวร
 รายงานการประชุม กบห.
 ตารางแพทย์ตรวจOPD
 ตรวจสอบสิทธิ : สุโขทัย
 ตรวจสอบสิทธิ : จ่ายตรง
 ตรวจสอบสิทธิ : ธนาคาร
 รายงานยอดผู้ป่วยใน
 อัตราครองเตียงผู้ป่วยใน
 การแยกประเภทผู้ป่วยใน
 ประวัติการรักษาผู้ป่วย
 ระบบ Finger Scan
 พจนานุกรม
 กระดานข่าว
 ห้องสมุด
 อัลบัมภาพ
 ค้นหา
 อัตราค่ารักษาพยาบาล

หน่วยงาน

 

กลุ่มอำนวยการ
 ระเบียบ/คำสั่ง

กลุ่มงานยุทธศาสตร์และแผนงานโครงการ
 แผนการลงทุนและการจัดซื้อจัดจ้าง
 บัญชีครุภัณฑ์การแพทย์ ครุภัณฑ์อื่นและสิ่งก่อสร้าง
 แบบเสนอความต้องการพัสดุ
 แผน CUP อ.ศรีสำโรง
 Form Template สำหรับเสนอข่าวสารโรงพยาบาล

กลุ่มงานเภสัชกรรม
 แนวทางการปฏิบัติงาน

กลุ่มการพยาบาล
 ตารางเวรตรวจการฯ
 งาน IC
 งานคุณภาพการพยาบาล
 คลินิกเคมีบำบัด
 ตรวจสุขภาพเชิงรุก

กลุ่มงานเวชกรรมฟื้นฟู
 กายภาพบำบัด
 กิจกรรมบำบัด
 แพทย์แผนไทย
 KM เวชกรรมฟื้นฟู

ฝ่ายบริหารทั่วไป
 ข่าวสารบ้านพัก รพ.

Web Admin
 จัดการเวบหน่วยงาน

xraypacs xraypacs











รายการใช้วัสดุ-เพื่อเสนอราคา


KM srisangworn



sahakorn srisangworn


หัวข้อหลัก > HA : ย้อนกลับ
 
10 วิธีดูคุณภาพโรงพยาบาล

เมื่อ วันพฤหัสบดี 20 ตุลาคม 2005 - 15:28 ::: ผู้บันทึก: prweb ::: 15892 คนอ่าน  หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์

HA

คู่มือประชาชน 10 วิธีดูคุณภาพโรงพยาบาล

คู่มือเล่มนี้ พยายามเสนอวิธี ง่าย ๆ สำหรับประชาชนในการตรวจสอบ หรือพิจารณาคุณภาพหน่วยบริการ ที่ตนเองไปใช้บริการ ทั้งสิ่งที่ สามารถมองเห็นได้ด้วยตา ที่ได้ยินได้ฟัง บริการที่ได้รับ และคุณภาพ การบริการที่เกี่ยวข้องกับยา รวมทั้งแนวทางการตั้งคำถามหรือการขอข้อมูล ที่ประชาชนควรจะได้รับเมื่อมีการใช้บริการ

Download
รายละเอียดได้ ที่นี่




คู่มือประชาชน
๑๐ วิธี ดูคุณภาพโรงพยาบาล

จัดพิมพ์โดย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

คณะผู้จัดทำ
ศาสตราจารย์เกียรติคุณแพทย์หญิงสมศรี เผ่าสวัสดิ์
ศาสตราจารย์นายแพทย์ธีรชัย ฉันทโรจน์ศิริ
นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
นางสาวสารี อ๋องสมหวัง
รองศาสตราจารย์ประคอง อินทรสมบัติ
นายวสันต์ หรี่สมวงศ์
นายภาณุ แสงเทียนหยด
นายกิตติพันธ์ กันจินะ
นางเปรมฤดี ชามพูนท
แพทย์หญิงเรณู ศรีสมิต
นางวรรณา รัชตะไพบูลย์
นางสาวทัศนีย์ แน่นอุดร
บรรณาธิการ
นางสาวสารี อ๋องสมหวัง
รูปเล่ม
โคขยัน มีเดีย ทีม
๐๙-๗๕๕-๒๗๐๗, ๐๑-๗๑๖-๕๒๔๖
พิมพ์ที่
บริษัท พิมพ์ดี จำกัด
๐๒-๘๐๓-๒๖๙๔-๗
พิมพ์ครั้งที่ ๑ จำนวน ๕,๐๐๐ เล่ม
เดือนมกราคม ๒๕๔๘
จัดพิมพ์โดย
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

 


บทนำ

คู่มือ ๑๐ วิธี พิจารณาคุณภาพของโรงพยาบาล ซึ่งในที่นี้หมายถึงหน่วยบริการที่ให้บริการตามกฎหมาย ว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นับเป็นความพยายามและริเริ่มจากคณะทำงานตามภารกิจการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ภายใต้ คณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุขซึ่งมีบทบาทโดยตรงในการควบคุมหน่วยบริการให้มีบริการที่มีคุณภาพและมาตรฐาน

การพิจารณาคุณภาพหน่วยบริการโดยประชาชน เป็นเรื่องที่มี ความสำคัญมาก เพราะกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้มีการรับรองสิทธิของประชาชน ให้มีสิทธิในการเลือกหน่วยบริการ ที่จะขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการประจำตัว ดังนั้นหากประชาชน สามารถพิจารณาคุณภาพหน่วยบริการ หรือโรงพยาบาล ว่าหน่วย บริการใดมีคุณภาพ จะช่วยให้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการเลือกหน่วย บริการ และส่งผลต่อการแข่งขันคุณภาพบริการของหน่วยบริการ ตลอดจนกระทบโดยตรงต่อคุณภาพบริการที่ได้รับโดยภาพรวม

คู่มือเล่มนี้ พยายามเสนอวิธี ง่าย ๆ สำหรับประชาชนในการตรวจสอบ หรือพิจารณาคุณภาพหน่วยบริการ ที่ตนเองไปใช้บริการ ทั้งสิ่งที่ สามารถมองเห็นได้ด้วยตา ที่ได้ยินได้ฟัง บริการที่ได้รับ และคุณภาพ การบริการที่เกี่ยวข้องกับยา รวมทั้งแนวทางการตั้งคำถามหรือการขอข้อมูล ที่ประชาชนควรจะได้รับเมื่อมีการใช้บริการ

ขณะเดียวกันคณะทำงานก็หวังว่า ข้อมูลเหล่านี้จะสะท้อนกลับ ให้กับหน่วยบริการว่า ประชาชนมีมุมมองต่อคุณภาพ ในสายตาของ ประชาชนอย่างไร และรวมทั้งข้อมูลพื้นฐานเรื่องคุณภาพที่หน่วยบริการ ต่าง ๆ กำลังพัฒนาหน่วยบริการของตนเอง

คณะผู้จัดทำ


สารบัญ

บทที่ ๑ ๑๐ วิธี พิจารณาคุณภาพหน่วยบริการ
บทที่ ๒ ระบบคุณภาพในปัจจุบันมีประเภทใดบ้าง
บทที่ ๓ วิธี พิจารณาหน่วยบริการคุณภาพ
  การรักษาพยาบาลในกรณีเร่งด่วน ฉุกเฉิน
  การให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ความรู้พื้นฐานในการดูแล สุขภาพ หรือสร้างเสริมสุขภาพตนเอง
  ให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วย ญาติ ก่อนตัดสินใจเลือกวิธี การรักษา หรือการส่งต่อ
  การส่งตัวผู้ป่วยเพื่อการรักษาที่ต่อเนื่องหรือทันท่วงที
  สิทธิผู้ป่วย ๑๐ ประการ
  คุณภาพยาที่ใช้ในหน่วยบริการ
  การเปิดเผยข้อมูลของหน่วยบริการ
  สถานที่ให้บริการสาธารณสุข
  มียานพาหนะในการส่งต่อผู้ป่วย
บทที่ ๔ บทสรุป





บทที่ ๑
๑๐ วิธี พิจารณาคุณภาพโรงพยาบาล


ถึงแม้คุณภาพโรงพยาบาลหรือหน่วยบริการประจำตัว อาจจะไม่ สามารถพิจารณาได้ด้วยตาเปล่าเพียงอย่างเดียว ว่ามีคุณภาพหรือไม่ สำหรับประชาชนหากใช้ความสังเกตบ้างเล็กน้อย ก็จะ ช่วยให้สามารถพิจารณาคุณภาพบริการเบื้องต้นของหน่วยบริการ และก็ไม่ได้ยากนักที่จะอาศัยข้อสังเกตเหล่านี้ ในการพิจารณาคุณภาพของ หน่วยบริการที่ตนเองไปใช้บริการ เช่น

  1. หน่วยบริการนั้น ๆ อย่างน้อยต้องมีระบบการพัฒนาคุณภาพ บริการ ระบบใดระบบหนึ่งที่มีใช้อยู่ในสังคมไทยปัจจุบัน เช่น ระบบการรับรองคุณภาพโรงพยาบาล (Hospital Accreditation : HA), ISO 9001 : 2000, มาตรฐานการพัฒนาภาคราชการ (Public Sector Standard Management System and Outcome, PSO) มาตรฐานโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ หรือมีระบบคุณภาพตาม มาตรฐานสากลอื่น ๆ ที่ได้รับการยอมรับตลอดจนมีแนวทางการดูแล ปัญหาสุขภาพที่พบบ่อย

  2. หน่วยบริการนั้น ๆ ควรให้ความสำคัญกับการรักษาพยาบาล ในกรณีเร่งด่วน ฉุกเฉินเป็นอันดับแรก ก่อนการสอบถามว่า เราสามารถ ใช้สิทธิได้จากระบบใด

  3. ให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ความรู้พื้นฐานในการดูแลสุขภาพ หรือ สร้างเสริมสุขภาพตนเอง

  4. ให้ข้อมูลทั้งในเรื่องผลการวินิจฉัย แนวทาง วิธี การ ทางเลือก และผลในการรักษา รวมทั้งผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ก่อนให้ผู้ป่วย ญาติ หรือผู้ใช้บริการตัดสินใจเลือกแนวทางการรักษานั้น ๆ หรือถูก ส่งต่อ

  5. หากหน่วยบริการนั้น ๆ ไม่สามารถให้บริการที่จำเป็นต่อการ เจ็บป่วยหรือการรักษาพยาบาลได้ โรงพยาบาลหรือหน่วยบริการนั้น ต้องไม่รั้งรอที่จะส่งตัวผู้ป่วยเพื่อการรักษาที่ต่อเนื่องหรือทันท่วงที

  6. หน่วยบริการนั้น ๆ ให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิผู้ป่วย ๑๐ ประการ เป็นลำดับต้น ๆ

  7. สามารถตรวจสอบที่ไปที่มาของยาที่ใช้ในหน่วยบริการ ว่า มาจากบริษัทใดหมดอายุเมื่อใดหรือมีการจัดการด้านยาและ เวชภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานเพียงใด เช่น การแยกยาหมดอายุ การเก็บ ยาที่ถูกวิธี เป็นต้น

  8. หน่วยบริการนั้น ๆ มีความยินดี เปิดเผยที่จะให้ข้อมูล หรือ ตอบข้อซักถาม ความคับข้องใจหรือปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา กับผู้ป่วยหรือญาติ

  9. สถานที่ตรวจรักษา ให้คำปรึกษา มีความเป็นสัดส่วน สะอาด และมีพื้นที่ให้บริการแก่ประชาชนที่เพียงพอไม่แออัดีมีระบบทป้องกัน การติดเชื้อภายในโรงพยาบาล เช่น มีการทำความสะอาดีการระบาย อากาศที่ดี

  10. มียานพาหนะเพื่อใช้ในการส่งต่อผู้ป่วย เมื่อจำเป็นต้องย้าย ไปโรงพยาบาลใกล้เคียงในกรณีฉุกเฉิน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

 

สำหรับประชาชนนอกจากจะใช้ข้อสังเกตข้างต้นในการพิจารณา หน่วยบริการ แล้วก็ต้องทำหน้าที่ของตนเองที่สำคัญ ๆ ด้วย เช่น หาก เจ็บป่วยเพียงเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นไข้ ตัวร้อน เจ็บคอ เป็นหวัด ท้องเสีย หรือเจ็บป่วยด้วยโรคที่เป็นแล้วหายได้เอง ก็ควรจะต้องมีความรู้ในการดูแลตนเองเบื้องต้นเพื่อลดการไปใช้บริการในหน่วยบริการ

ประชาชนควรจะต้องพกบัตรประจำตัวประชาชน และบัตรทองตลอดเวลา และเตรียมการแจ้งในหมู่ญาติ เพื่อนฝูง คนสนิท ว่าตัวเองมีหน่วยบริการ หรือโรงพยาบาลประจำตัวอยู่ที่ใดีต้องไปใช้บริการในหน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียนกับ สปสช. ยกเว้นเหตุฉุกเฉิน อุบัติเหตุหรือเหตุจำเป็นจริง ๆ

อย่างไรก็ตาม ประชาชนเองไม่ควรมีอคติในการประเมินหน่วยบริการ หรือบุคลากรจนกว่าจะได้มีการพูดคุยกันให้รู้เรื่องก่อน ปัจจุบัน หน่วยบริการหลายแห่งได้พยายามปรับปรุงตนเอง แต่ด้วยภาระงานที่เพิ่มขึ้นและข้อจำกัดของทรัพยากรทำให้ยังไม่สามารถให้บริการที่ดีและมีคุณภาพอย่างที่ทุกคนคาดหวัง ดังนั้น ต้องช่วยกันทำให้ทุกคนไปโรงพยาบาลน้อยลง และหากอยากเห็นโรงพยาบาลมีการปรับปรุงคุณภาพ ต้องไม่อยู่เฉยและควรเข้าไปมี ส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพของหน่วยบริการ เช่น ให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ระดมทุนและอื่น ๆ

 


บทที่ ๒
ระบบคุณภาพในปัจจุบัน มีประเภทใดบ้าง

๑.หน่วยบริการที่มีคุณภาพ อย่างน้อยต้องได้รับการรับรองหรือมี ระบบการพัฒนาคุณภาพบริการ ระบบใดระบบหนึ่ง ที่มีใช้อยู่ในสังคมไทยในปัจจุบัน เช่น ระบบการรับรองคุณภาพโรงพยาบาล (Hospital Accreditation), ISO 9001 : 2000, มาตรฐานการพัฒนาภาคราชการ (Public Sector Standard Management System and Outcome, PSO) มาตรฐานโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพหรือมีระบบคุณภาพตามมาตรฐานสากลอื่น ๆ ที่ได้รับการยอมรับตลอดจนมีแนวทางการดูแลปัญหาสุขภาพที่พบบ่อย

ทำไมต้องให้ความสำคัญกับการมีระบบคุณภาพ หรือการรับรองคุณภาพบริการของหน่วยบริการ เพราะว่าโรงพยาบาลหรือหน่วยบริการประจำตัวที่ใส่ใจในการพัฒนาคุณภาพบริการ ย่อมแสดงถึงความใส่ใจในการบริการต่อประชาชนที่เข้าไปใช้บริการ

เราจะทราบได้อย่างไรว่า การพัฒนาคุณภาพบริการของหน่วยบริการนั้นได้มาตรฐานจริง ข้อนี้เราจะทราบได้ก็ต่อเมื่อการพัฒนาคุณภาพบริการนั้นได้ผ่านกระบวนการรับรองคุณภาพ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ด้วยกันหลายระบบ โดยแต่ละระบบแม้จะมีรายละเอียดที่ต่างกัน แต่ก็เป็นระบบที่ ได้รับการยอมรับว่า สามารถรับประกันหรือยืนยันว่าหน่วยบริการนั้นมีคุณภาพในงานบริการตามมาตรฐาน

 

ระบบการรับรองคุณภาพในโรงพยาบาล

การตรวจรับรองคุณภาพถือว่าเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นให้ องค์กรต่าง ๆ เกิดความตื่นตัวในการพัฒนาคุณภาพในองค์กรของตนเอง การตรวจรับรองคุณภาพอาจจะแบ่งออกได้เป็นดังนี้

  1. การให้รางวัลคุณภาพ (Quality Award) เป็นการคัดเลือก องค์กรที่พัฒนาไปจนถึงระดับของความเป็นเลิศที่สามารถเป็นตัวอย่างได้ โดยทั่วไปมักจะเป็นการให้รางวัลระดับชาติ

  2. การประเมินเพื่อรับรองระบบคุณภาพโดยองค์กรที่ ๓ (Third Party Audit) ให้การรับรองแก่ทุกองค์กรที่สมัครใจร้องขอ

    • ๒.๑ มาตรฐานระหว่างประเทศ (The International Organization for Standardization : ISO 9000) เป็นชุดมาตรฐาน และข้อแนะนำระบบบริหารคุณภาพสากล เริ่มออกใช้ครั้งแรกปี พ.ศ. ๒๕๓๐ และเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกในฐานะเป็นมาตรฐานพื้นฐานสำหรับ การจัดทำระบบบริหารงานคุณภาพ มี ๓ มาตรฐาน คือ ISO 9001 ISO 9002 และ ISO 9003 เป็นการรับรองที่มุ่งเน้นความสม่ำเสมอ ของระบบคุณภาพขององค์กร มีจุดเริ่มต้นมาจากอุตสาหกรรมการผลิต แต่พยายามนำมาปรับใช้ในลักษณะเป็นข้อกำหนดทั่วไปเพื่อให้ใช้ได้ กับธุรกิจทุกประเภท

    • ๒.๒ ระบบการรับรองคุณภาพโรงพยาบาล (Hospital Accreditation : HA) เป็นกระบวนการที่เน้นการทบทวนประเมิน และพัฒนาตนเอง เป็นการส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ในองค์กร เป็นการรับรองที่เฉพาะเจาะจง สำหรับโรงพยาบาล เดิมมีลักษณะของการตรวจสอบสูง แต่ปัจจุบันมีแนวโน้มเปลี่ยนไปเป็นกระบวนการเรียนรู้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

    • ๒.๓ มาตรฐานการจัดการและสัมฤทธิ์ผลของงานราชการ (Public Sector Standard Management System and Outcome : PSO) เป็นระบบที่ช่วยยกระดับมาตรฐานของภาคราชการ ทั้งระบบเป็นระบบมาตรฐานสากล ของประเทศไทย ด้านการจัดการ และสัมฤทธิ์ผลของงานภาครัฐ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) ได้เสนอจัดทำและเสนอต่อรัฐบาลพิจารณา เพื่อให้ประเทศไทยมีมาตรฐาน พัฒนาภาคราชการ มีระบบบริหารและจัดการ ที่ดี อำนวยประโยชน์แก่ประชาชน และสังคมส่วนรวม ประกอบด้วย ๑๐ ระบบย่อย คือ

      (๑๑๐๑) ระบบข้อมูล (๑๑๐๒) ระบบการสื่อสาร
      (๑๑๐๓) ระบบการตัดสินใจ (๑๑๐๔) ระบบการพัฒนาบุคลากร
      (๑๑๐๕) ระบบการตรวจสอบถ่วงดุล (๑๑๐๖) ระบบการมีส่วนร่วม
      (๑๑๐๗) ระบบการบริการภาคเอกชน ประชาชน (๑๑๐๘) ระบบ
      การประเมินผล (๑๑๐๙) ระบบการคาดคะเนและแก้ไขวิกฤต และ
      (๑๑๑๐) ระบบวัฒนธรรมและจรรยาวิชาชีพ


    • ๒.๔ มาตรฐานโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ (Health Promoting Hospital : HPH) เป็นการพัฒนาคุณภาพของโรงพยาบาล เพื่อให้เกิดการผสมผสาน ของการส่งเสริมสุขภาพ เข้ากับบทบาทหน้าที่ของโรงพยาบาล ในด้านการรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสภาพ และการ ป้องกันโรค เพื่อให้เกิดวัฒนธรรมองค์กร และชุมชนในการส่งเสริม สุขภาพ

    • ๒.๕ มาตรฐานการบริการสาธารณสุข เป็นมาตรฐานซึ่ง กำหนดลักษณะพึงประสงค์ของผลลัพธ์ ของการให้บริการสาธารณสุข ที่ส่งมอบให้แก่ประชาชนผู้รับบริการ กระทรวงสาธารณสุขใช้มาตรฐาน ฉบับนี้ จัดและส่งเสริมให้ผู้ให้บริการสาธารณสุขยึดถือเป็นหลักว่า ต้อง จัดให้มีจุดคุณภาพในบริการเช่นไร มี ๑๑ มาตรฐาน คือ
      • ๑) มาตรฐานบริการผู้ป่วยนอก
      • ๒) มาตรฐานบริการอุบัติเหตุฉุกเฉิน
      • ๓) มาตรฐานบริการผู้ป่วยใน
      • ๔) มาตรฐานบริการการผ่าตัด
      • ๕) มาตรฐานบริการสูติกรรม
      • ๖) มาตรฐานบริการทันตกรรม
      • ๗) มาตรฐานบริการรังส ีวินิจฉัย
      • ๘) มาตรฐานห้องปฏิบัติการทางการแพทย์
      • ๙) มาตรฐานบริการกายภาพบำบัด
      • ๑๐) มาตรฐานบริการจ่ายยา
      • ๑๑) มาตรฐานบริการศูนย์สุขภาพชุมชน

 


บทที่ ๓
วิธีพิจารณา หน่วยบริ การคุณภาพ

๒. หน่วยบริการให้ความสำคัญกับการรักษาพยาบาลในกรณีเร่งด่วน ฉุกเฉินเป็นอันดับแรก ก่อนการสอบถาม ว่า เราสามารถใช้สิทธิได้จากระบบใด ดังตัวอย่าง

“นายกุศลและนางศรีนวล สามีภรรยาที่เดินทางจากต่างจังหวัดเข้ากรุงเทพฯ เพื่อทำธุระสำคัญ ระหว่างที่อยู่ในกรุงเทพฯ นั้น ภรรยาซึ่งตั้งครรภ์ ได้เจ็ดเดือนกว่าเกิดเจ็บท้องกะทันหัน นายกุศลจึงเร่ง พาภรรยาไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดด้วยความเป็นห่วง เมื่อไปถึงโรงพยาบาลนางศรีนวลมีอาการแย‹ลงเรื่อย ๆ แต่ยังต้องนั่งรอโดยไม่ได้รับการดูแลใดีๆ เพราะเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ยังไม่สามารถหาข้อมูลเรื่องสิทธิในระบบรักษาพยาบาล ของนางศรีนวลพบ จนนายกุศล ต้องบอกให้เจ้าหน้าที่จัดการให้นางศรีนวลได้รับการรักษาพยาบาลก่อน โดยตนเองยินดีจ่ายเงินเองทั้งหมด”

ตาม สิทธิผู้ป่วยข้อ ๔ ผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะเร่งด่วน ฉุกเฉินเสื่ยงอันตรายถึงชีวิต มีสิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือรีบด่วนจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพโดยทันทีตามความจำเป็นแก่กรณี โดยไม่คำนึงว่าผู้ป่วยจะร้องขอความช่วยเหลือหรือไม่ นายกุศลเกือบต้องสูญเสียภรรยาและบุตร เพราะโรงพยาบาลละเลยที่จะให้สิทธิในการรักษาเร่งด่วน แต่ไปมุ่งที่จะตรวจสอบว่า จะมีใครรับผิดชอบในเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล

สำหรับมาตรฐานบริการอุบัติเหตุฉุกเฉิน กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดมาตรฐานไว้ ประกอบด้วย

  1. ความพร้อมในการให้บริการฉุกเฉินคือ เปิดบริการด้วยความพร้อมอย่างสมบูรณ์ต่อการให้ บริการฉุกเฉิน ทั้งในด้านกำลังความสามารถและทรัพยากรที่จำเป็นต้องใช้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง มีปฏิบัติการ ที่เหมาะสม มีการเยียวยาเบื้องต้นอย่างเร่งด่วน ฉับไว ทันต่อเหตุการณ์ โดยมุ่งเน้นให้ผู้ป่วยทุกรายมีชีวิตรอดีปลอดภัย รวมทั้งความปลอดภัยของทรัพย์สิน ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงสิทธิและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และลำดับการให้บริการให้เป็นไปตามความรุนแรงของอาการ

  2. การจัดการสถานที่ให้บริการที่ดี มีห้องตรวจและสถานที่บำบัดที่มีความสะอาดเป็นสัดส่วน สมบูรณ์ เหมาะสมต่อการได้รับบริการ อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว

  3. การจัดเตรียมเครื่องมื อเครื่องใช้ที่ดี มีสภาพดี สะอาด ปลอดภัย ไม่ให้ผู้ป่วยสัมผัสกับโลหิต หนอง สารคัดหลั่งของผู้ป่วย รายอื่น

  4. มีผลสรุปของการตรวจและการวินิจฉัยโรคและการดำเนินไปของโรคที่ชัดเจน รวมทั้งอาการที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ถ้าพบผู้ป่วยอยู่ใน ขั้นที่อาจเกิดอันตราย ผู้ป่วยจะได้รับการดูแลช่วยเหลือทันที และมีการแจ้งผลการตรวจการดำเนินไปของโรค ให้ผู้รับบริการและญาติ (ถ้าทำได้) เป็นระยะตามความเหมาะสม

  5. ให้ความเห็น คำชี้แนะ และการตัดสินใจเกี่ยวกับทางเลือก ของการรักษาแก่ผู้รับบริการ และญาติอย่างเพียงพอ เพื่อประกอบการตัดสินใจ และการประมาณการค่าใช้จ่าย (ถ้ามี) ในกรณีที่ผู้รับบริการไม่รู้สึกตัว และไม่มีญาติ การตัดสินใจของแพทย์ผู้ทำการรักษาจะเป็น ไปโดยมุ่งเน้นให้ผู้รับบริการมีชีวิตรอดปลอดภัย โดยคำนึงถึงสิทธิและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และญาติจะได้รับการติดต่อ แจ้งข่าวอย่างรวดเร็วและเหมาะสม

  6. มีการวางแผนการรักษาที่ดีและบริการส่งต่อ ในกรณีที่สภาพอาการเจ็บป่วยเกินขีดความสามารถ ที่จะให้การรักษา ผู้รับบริการจะได้รับการส่งต่อ เพื่อไปรับการรักษาจากสถานพยาบาลในเครือข่ายที่มี ความสามารถสูงกว่าโดยทันที หากเป็นการส่งต่อแบบฉุกเฉิน จะมีการดูแลช่วยชีวิตอย่างใกล้ชิดตลอดเวลาที่ส่งต่อ

  7. หัตถการที่ดี ที่จำเป็นต้องให้แก่ผู้รับบริการอย่างถูกต้องเหมาะสม มุ่งเน้นให้ผู้รับบริการมีชีวิตรอดีปลอดภัย โดยมีระบบป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ

  8. มี การสร้างทักษะให้มี ความสามารถในการปฏิบัติตามกระบวนการรักษา ผู้รับบริการและญาติได้รับความรู้ คำแนะนำ พร้อม ฝึกทักษะที่จำเป็น เพื่อนำไปปฏิบัติตามแผนการรักษา

  9. ผลิตภัณฑ์ในบริการที่ดี เช่น ยา และผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพถูกต้องตามแผนการรักษา

  10. มีพฤติกรรมบริการที่ดี ผู้รับบริการได้รับบริการที่สุภาพ นุ่มนวล ให้เกียรติ เสมอภาค โดยคำนึงถึงความจำเป็น สิทธิในการ อยู่รอดและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

 

ตามระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยหลักประกันสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๔๔ กำหนดให้ผู้มีสิทธิซึ่งเจ็บป่วยจากอุบัติเหตุ สามารถเข้า รับบริการทางการแพทย์ จากหน่วยบริการอื่น นอกเหนือจากหน่วยบริการประจำครอบครัวได้ หรือ กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน สามารถเข้ารับบริการจากหน่วยบริการอื่นนอกเหนือจากหน่วยบริการประจำครอบ
ครัวได้โดยไม่เกิน ๒ ครั้งต่อปี

การวินิจฉัยว่าเจ็บป่วยฉุกเฉิน ต้องมีข้อบ่งชี้ ดังนี้

๑) โรคหรืออาการของโรค ที่ มีลักษณะรุนแรงอันอาจเป็น อันตรายต่อชีวิต หรืออันตรายต่อผู้อื่น
๒) โรคหรืออาการของโรค ที่มีลักษณะรุนแรง ต้องรักษาเป็นการ เร่งด่วน
๓) โรคที่ต้องผ่าตัดด่วน หากปล่อยไว้จะเป็นอันตรายต่อชีวิต

สิ่งที่ต้องพิจารณาประกอบตาม ๑) ถึง ๓) ได้แก่ ความดันโลหิต ชีพจร อาการของโรค การวินิจฉัยโรค แนวทางการรักษาและ ความเร่งด่วนในการรักษา

 

อย่างไรก็ตาม ระเบียบกระทรวงสาธารณสุขเรื่องการรักษาพยาบาลในกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน ยังมีข้อพึงสังเกตสำหรับประชาชน คือ การใช้สิทธิกรณีอุบัติเหตุ ฉุกเฉินในหน่วยบริการอื่นที่ไม่ใช่หน่วย
บริการประจำตัว หน่วยบริการนั้นต้องเป็นหน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียน เป็นคู่สัญญากับสำนักงานหลั กประกันสุขภาพแห่งชาติ เท่านั้ น

ดูตัวอย่างต่อไปนี้

“นายสถาพรถูกนำส่งโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งอย่างเร่งด่วน เพราะเกิดอาการของโรคกำเริบขึ้นกะทันหัน เมื่อตรวจสอบสิทธิจากฐานข้อมูลของโรงพยาบาลเอกชนพบว่า ผู้ป่วยมีสิทธิข้าราชการ แต่ บุตรสาวของนายสถาพรยืนยันว่า บิดาไม่มีสิทธิข้าราชการข้อมูลที่มีอยู่ในระบบผิดพลาดีอย่างไรก็ตาม บุตรสาวของนายสถาพรได้เร่ง ดำเนินการถอดสิทธิข้าราชการของบิดาในทันที เพื่อให้บิดาสามารถ ใช้สิทธิบัตรทองได้ แต่แม้จะได้รับสิทธิตามบัตรทองแล้ว ภาระค่าใช้ จ่ายที่เกิดขึ้นในขณะที่บิดาอยู่ในโรงพยาบาลเอกชนก็ไม่สามารถเรียกเก็บเงินจากกองทุนประกันสุขภาพได้ เพราะโรงพยาบาลเอกชนแห่งนั้นไม่ได้อยู่ในโครงการหลักประกันสุขภาพ ซึ่งเป็นภาระที่ผู้ป่วยต้องจ่ายเอง ทั้งนี้ในภาวะเจ็บป่วยฉุกเฉินเช่นนั้น เป็นเรื่องปกติที่ญาติจะนำส่งผู้ป่วยยังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ระบบจ่ายเงินในกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินจึงยังไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงในสังคม”

ดังนั้นเพื่อป้องกันการเกิดข้อโต้แย้งกรณีเข้าหน่วยบริการอื่นแต่ มิใช่หน่วยบริการในระบบหลักประกัน ญาติควรนำส่งผู้ป่วย ณ หน่วยบริการของรัฐ เนื่องจากหน่วยบริการของรัฐทุกแห่งอยู่ในโครงการ
ประกันสุขภาพแห่งชาติ
หรือหน่วยบริการที่มีแผ่นป้ายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหน้าหน่วยบริการเท่านั้น


 

๓. ให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ความรู้พื้นฐานในการดูแลสุขภาพ หรือ สร้างเสริมสุขภาพตนเอง

หน่วยบริการหรือโรงพยาบาลไม่ ควรเป็นเพียงสถานที่รักษาพยาบาลเท่านั้น แต่ควรเป็นสถานที่ที่สามารถให้ความรู้ต่างๆ ในการดูแลสุขภาพตนเองของประชาชน และมีการส่งเสริมดูแลสุขภาพให้กับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ให้บริการด้วย ลองดูตัวอย่างนี้

“คุณยายลำดวน อายุ ๗๐ ปี ป่วยเป็นโรคเบาหวานแต่ยังมีสุขภาพทั่วไปแข็งแรงดี โดยคุณยายไม่ต้องไปโรงพยาบาลบ่อย ๆ เพราะทางโรงพยาบาลได้ให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพตนเองแก่คุณยายและญาติที่คอยดูแลคุณยาย นอกจากนั้นทางโรงพยาบาลยังจัดให้มีการเยี่ยมบ้าน ซึ่งทำให้คุณยายได้รับการตรวจสุขภาพและคำแนะนำอย่างต่อเนื่องในการดูแลตนเอง คุณยายจึงมีคุณภาพชีวิตที่ดีแม้เป็นโรคที่อาจเกิดอาการแทรกซ้อนได้ง่าย ซึ่งลดภาระทั้งในส่วนของญาติและทางโรงพยาบาลเอง”

การสื่อสารให้ข้อมูลแก่ผู้ใช้บริการ อาจทำโดยการจัดแผ่นพับความรู้ หรือจัดให้มีสื่อต่าง ๆ เพื่อสื่อสารข้อมูล ความรู้ให้แก่ผู้ใช้บริการเพื่อให้เข้าใจถึงการมารับบริการที่สถานพยาบาลนี้ และการดูแลปัญหาสุขภาพที่พบบ่อย ซึ่งข้อมูลนี้ควรต้องมีการปรับให้ทั นสมัยอยู่เสมอ ตลอดจนมี หลักฐานที่แสดงถึง ความพยายามในการที่จะพัฒนาการสื่อสารระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการ เช่น การมีสมุดบันทึกสุขภาพ
ประจำตัว

ผู้ให้บริการควรให้คำปรึกษา เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วน ร่วมในการส่งเสริมสุขภาพ ในลักษณะเป็นที่ปรึกษาและช่วยสร้างความรู้ ความเข้าใจในด้านสุขภาพให้แก่ประชาชนอย่างผสมผสาน หากไม่จำเป็นต้องใช้ยาในการรักษา ควรแนะนำวิธี การดูแล การปฏิบัติตัวที่เหมาะสม หากต้องการรักษาหรือต้องใช้ยาในขอบเขตที่หน่วยบริการดูแลได้ ควรทำหน้าที่ให้บริการอย่างผสมผสาน ทั้งการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค และการควบคุมโรค โดยครอบคลุมบริการดังต่อไปนี้

  1. ให้มีและใช้สมุดบันทึกสุขภาพประจำตัวในการดูแลสุขภาพ แต่ละบุคคลอย่างต่อเนื่อง

  2. การตรวจและดูแลเพื่อส่งเสริมสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์

  3. การดูแลสุขภาพเด็ก พัฒนาการ และภาวะโภชนาการของเด็ก รวมถึงการให้ภูมคุ้มกันโรคตามแผนงานการให้ภูมคุ้มกันโรคของประเทศ

  4. การตรวจสุขภาพประชาชนทั่วไปและกลุ่มเสื่ยง (ตามแนวทางการตรวจสุขภาพของประชาชนไทย จัดทำโดยแพทยสภา ๒๕๔๓)

  5. การให้ยาต้านไวรัสเอดส์ กรณีเพื่อการป้องกันและการแพร่กระจายเชื้อจากแม่สู่ลูก

  6. การวางแผนครอบครัว

  7. การเยี่ยมบ้าน และการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน

  8. การให้ความรู้ด้านสุขภาพแก่ผู้รับบริการในระดับบุคคลและครอบครัว

  9. การให้คำปรึกษา และการสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการส่งเสริมสุขภาพ

  10. การส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรคในช่องปาก ได้แก่ การตรวจสุขภาพช่องปาก การแนะนำด้านทันตสุขภาพ การให้ฟลูออไรด์ เสริมในกลุ่มที่มีความเสื่ยงต่อโรคฟันผุ เช่น กลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ฉายรังสีบริเวณศีรษะและลำคอ การเคลือบหลุมร่องฟัน (ในกลุ่มอายุไม่เกิน ๑๕ ปี)

 


๔. ให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วย ญาติ ก่อนตัดสินใจเลือกวิธี การรักษา หรือการส่งต่อ

ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพมีหน้าที่ต้องอธิบายให้ผู้ป่วยทราบ ในเรื่องผลการวินิจฉัย อาการการดำเนินโรค แนวทาง วิธี การ ทางเลือกในการรักษา และผลในการรักษา รวมทั้งผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ก่อนให้ผู้ป่วย ญาติ หรือผู้ใช้บริการตัดสินใจเลือกแนวทางการรักษานั้น ๆ หรือถูกส่งต่อ โดยให้ได้รับทราบข้อมูลอย่างเพียงพอและชัดเจน จากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเลือกตัดสินใจในการยินยอม หรือไม่ยินยอม ให้ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพปฏิบัติต่อตน เว้นแต่เป็นการช่วยเหลือ รีบด่วนหรือจำเป็น ตามประกาศสิทธิผู้ป่วยข้อ ๓


๕. ไม่รั้งรอที่จะส่งตัวผู้ป่วย เพื่อการรักษาที่ต่อเนื่องหรือทันท่วงที

หากหน่วยบริการนั้น ๆ ไม่สามารถให้บริการที่จำเป็นต่อการเจ็บป่วย หรือการรักษาพยาบาลได้

ปกติประชาชนที่มีสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพจะมีหน่วย บริการประจำตัว ซึ่งเป็นหน่วยบริการที่ผู้มีสิทธิจะเข้าไปใช้บริการ แต่ หากว่าหน่วยบริการประจำตัวนั้นไม่สามารถรักษาได้ หน่วยบริการจะต้องจัดให้มีการส่งต่อไปยังหน่วยบริการที่รับการส่งต่อทันที เพื่อให้การรักษาพยาบาลเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

หน่วยบริการที่รับการส่งต่อ หมายถึง สถานบริการที่ได้ขึ้นทะเบียน เป็นหน่วยบริการซึ่งสามารถจัดบริการสาธารณสุข ระดับทุติยภูมิ ตติยภูมิ หรือเฉพาะทาง ปกติผู้มีสิทธิจะไม่สามารถใช้บริการสาธารณสุข ณ หน่วยบริการที่รับการส่งต่อได้ เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากหน่วยบริการประจำหรือสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ


 

๖. ให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิผู้ป่วย ๑๐ ประการเป็นลำดับต้น ๆ

เพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพกับผู้ป่วย ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจอันดี และเป็นที่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน แพทยสภา สภาการพยาบาล สภาเภสัชกรรม ทันตแพทยสภา คณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ จึงได้ร่วมกันออกประกาศรับรองสิทธิของผู้ป่วยไว้ เมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๔๑ ผู้ใช้บริการจะได้นำไปปรับใช้ให้เหมาะสม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้ง ผู้ให้บริการ และผู้รับบริการ ดังต่อไปนี้


สิทธิผู้ป่วย คือ ความชอบธรรมที่ผู้ป่วยจะพึงได้รับเพื่อคุ้มครองหรือ รักษาผลประโยชน์ อันพึงมีพึงได้ของตนเอง โดยไม่ละเมิดสิทธิ ของผู้อื่น

สิทธิผู้ป่วย ๑๐ ประการ มีดังนี้

๑. ผู้ป่วยทุกคนมีสิทธิพื้นฐานที่จะได้รับบริการด้านสุขภาพตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

คำอธิบาย ตามมาตรา ๕๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ บัญญัติไว้ว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการ รับบริการทางสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาล จากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และการให้บริการสาธารณสุขของรัฐต้องเป็นไปอย่างทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ โดยจะต้องส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ เอกชนมีส่วนร่วมด้วยเท่าที่จะกระทำได้ การป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตราย รัฐต้องจัดให้ แก่ประชาชน โดยไม่คิดมูลค่าและทันต่อเหตุการณ์ ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ”

๒. ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับบริการจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ เนื่องจากความแตกต่างด้านฐานะเชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา ลัทธิการเมือง เพศ อายุ และลักษณะ
ของความเจ็บป่วย

คำอธิบาย ผู้ ป่วยทุกคนมีสิทธิ ที่จะได้รับบริการสุขภาพในมาตรฐานที่ดีที่สุดตามฐานานุรูป โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ ทั้งนี้ มิได้ หมายรวมถึงสิทธิอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือบทบัญญัติของกฎหมาย เช่นการไม่ต้องชำระค่ารักษาพยาบาล การพักในห้องพิเศษต่าง ๆ และ บริการพิเศษอื่น ๆ เป็นต้น

๓. ผู้ป่วยที่ขอรับบริการด้านสุขภาพมีสิทธิ ที่จะได้รับทราบ ข้อมูลอย่างเพียงพอและชัดเจน จากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเลือกตัดสินใจในการยินยอม หรือไม่ยินยอม ให้ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพปฏิบัติต่อตน เว้นแต่เป็นการช่วยเหลือรีบด่วนหรือจำเป็น

คำอธิบาย ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพมีหน้าที่ต้องอธิบายให้ผู้ป่วยทราบถึงอาการ การดำเนินโรค วิธี การรักษา ความยินยอมของ ผู้ป่วยนั้นจึงจะมีผลตามกฎหมาย ยกเว้นเป็นการช่วยเหลือในกรณีเร่งด่วน ฉุกเฉิน ตามข้อ ๔

๔. ผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะฉุกเฉินเสื่ยงอันตรายถึงชีวิต มีสิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือรีบด่วน จากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ โดยทันทีตามความจำเป็นแก่กรณี โดยไม่คำนึงว่าผู้ป่วยจะร้อง ขอความช่วยเหลือหรือไม่

๕. ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับทราบชื่อ สกุล และประเภทของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพที่เป็นผู้ให้บริการแก่ตน

คำอธิบาย ในสถานพยาบาลมีผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพต่าง ๆ หลายสาขาปฏิบัติงานร่วมกันในการช่วยเหลือผู้ป่วยร่วมกับ บุคลากร ผู้ช่วยต่าง ๆ หลายอาชีพ ซึ่งบ่อยครั้งก่อให้เกิดความไม่แน่ ใจและความไม่เข้าใจแก่ผู้ป่วยและประชาชนทั่วไป การกำหนดสิทธิข้อนี้ ทำให้ผู้ป่วยกล้าที่จะสอบถามข้อมูลที่จะช่วยให้เกิดความเข้าใจและสามารถตัดสินใจ เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของตนเอง โดยเฉพาะจากผู้ให้บริการซึ่งไม่มีคุณภาพเพียงพอ

๖. ผู้ป่วยมีสิทธิ ที่จะขอความเห็นจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพอื่น ที่มิได้เป็นผู้ให้บริการแก่ตน และมีสิทธิในการขอเปลี่ยน ผู้ให้บริการและสถานบริการ

คำอธิบาย ปัจจุบันผู้ป่วยยังมีความเกรงใจและไม่ตระหนักถึงสิทธินี้ ทำให้เกิดความไม่เข้าใจและความขัดแย้ง ขณะเดียวกันผู้ประกอบ วิชาชีพด้านสุขภาพจำนวนมากก็ยังมีความรสึกไม่พอใจ เมื่อผู้ป่วยขอ ความเห็นจากผู้ให้บริการสุขภาพผู้อื่น หรือไม่ให้ความร่วมมือในการที่ผู้ป่วยจะเปลี่ยนผู้ให้บริการหรือสถานบริการ การกำหนดสิทธิผู้ป่วยนี้จึงมีประโยชน์ที่จะลดความขัดแย้งและ เป็นการรับรองสิทธิผู้ป่วยที่จะเลือกตัดสินใจด้วยตนเอง

๗. ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับการปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง จากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ โดยเคร่งครัดเว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากผู้ป่วยหรือการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย

คำอธิบาย สิทธิส่วนบุคคลที่จะได้รับการปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับ การเจ็บป่วยนี้ ถือเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๓ พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร พ.ศ. ๒๕๔๐ ข้อบังคับ แพทยสภา พ.ศ. ๒๕๒๖ ซึ่งถือว่าสังคมได้ให้ความสำคัญกับสิทธิผู้ป่วยในข้อนี้มาก เพราะถือว่าเป็นรากฐานที่ผู้ป่วยให้ความไว้วางใจต่อ แพทย์

๘. ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วนในการตัดสินใจ เข้าร่วม หรือถอนตัว จากการเป็นผู้ถูกทดลองในการทำวิจัยของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ

๙. ผู้ป่วยมีสิทธิ ที่ จะได้ รับทราบข้อมู ลเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลเฉพาะของตน ที่ปรากฏในเวชระเบียนเมื่อร้องขอ ทั้งนี้ข้อมูล ดังกล่าวต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิส่วนตัวของบุคคลอื่น

คำอธิบาย ข้อมูลที่ปรากฏในเวชระเบียนถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเจ้าของประวัติมีสิทธิ ที่จะได้รับทราบข้อมูลนั้นได้ ทั้งนี้รวมถึงกรณี ผู้ป่วยยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลของตนต่อบุคคลที่สาม เช่น ในกรณีที่ มีการประกันชีวิตหรือสุขภาพ

๑๐. บิดา มารดา หรือผู้แทนโดยชอบธรรม อาจใช้สิทธิแทนผู้ป่วยที่เป็นเด็ก อายุยังไม่เกิน ๑๘ ปีบริบูรณ์ ผู้บกพร่องทางกาย หรือจิต ซึ่งไม่สามารถใช้สิทธิด้วยตนเอง

 


๗. สามารถตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ของยาที่ใช้ในหน่วยบริการได้

ว่ามาจากบริษัทใดหมดอายุเมื่อใดหรือมีการจัดการด้านยาและ เวชภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานเพียงใดีเช่น การแยกยาหมดอายุ การเก็บยาที่ถูกวิธี เป็นต้น

หน่วยบริการควรมีการจัดการเรื่องยา ดังนี้

๗.๑ มีระบบการเก็บรักษาในคลังยาที่เหมาะสม

  • มีการแยกเก็บยาอย่างเป็นสัดส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาฆ่า เชื้อ ยาอันตรายต่าง ๆ และยาใช้สำหรับภายนอกต้องเก็บแยกจากยากินและยาฉ ีด
  • มีการเก็บยาที่ต้องควบคุมอุณหภูมิอย่างเหมาะสม สามารถรักษาอุณหภูมิที่ต้องการได้
  • มีการเก็บยาหมดอายุแยกไว้ต่างหาก

๗.๒ มีระบบบริการและระบบบริหารจั ดการเพื่ อให้ เกิดการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • มีรายการยาที่จำเป็นพอเพียงแก่การให้บริการตามบัญชียา หลักแห่งชาติ ซึ่งเป็นยาที่มีคุณภาพ โดยผลิตจากโรงงานที่ได้มาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice)
  • มียาฉุกเฉิน และยาถอนพิษ (Antidote) พอเพียงในคลังยา
  • ในการจjายยาผู้ป่วยจะต้องมีการเข ียนฉลากยาที่สมบูรณ์ ได้แก่ ชื่อยา ชื่อผู้ป่วย วิธี การและขนาดการใช้ยา วันที่
  • มีระบบการตรวจสอบยาก่อนจ่ายยา
  • ให้คำแนะนำวิธี การใช้ยาที่ถูกต้อง

 



๘. หน่วยบริการนั้นๆ มีความยินดีเปิดเผยที่จะให้ข้อมูล หรือตอบข้อซักถาม ความคับข้องใจหรือปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างตรงไป ตรงมากับผู้ป่วยหรือญาติ

โดยทั่วไป หน่วยบริการและผู้ให้บริการทางสาธารณสุข มีหน้าที่ต้องให้ข้อมูลอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาแก่ผู้เข้ารับบริการ ซึ่งไม่เพียงแค่การตัดสินใจในการรักษาพยาบาล ยังรวมทั้งกรณีที่เกิดผลข้างเคียง ไม่พึงประสงค์จากการรักษาขึ้น หรือมีข้อขัดแย้งที่เป็นปมปัญหาให้ผู้รับบริการไม่สบายใจ การเปิดเผยข้อมูลโดยไม่ปิดบังจะช่วยคลี่คลาย ความไม่สบายใจ ความคับข้องใจของผู้ป่วยหรือญาติได้


 

๙. สถานที่ตรวจรักษา ให้คำปรึกษา มีความเป็นสัดส่วน สะอาด และมีพื้นที่ให้บริการแก่ประชาชน ที่เพียงพอไม่แออัดมีระบบที่ ป้องกันการติดเชื้อภายในโรงพยาบาล เช่น มีการทำความสะอาด การระบายอากาศที่ดี ซึ่งมาตรฐานการบริการสาธารณสุขได้กำนดมาตรฐานบริการผู้ป่วยนอก ดังนี้

๑) สถานที่ให้บริการที่ดี กว้างขวางเพียงพอ เหมาะแก่การให้บริการ สะอาดโปร่ง ห้องตรวจมิดชิดเป็นสัดส่วน ปลอดภัยทั้งทาง ด้านร่างกายและจิตใจ

๒) มีเครื่องมือเครื่องใช้สำหรับการตรวจรักษา อุปกรณ์ที่ใช้กับ ผู้รับบริการมีสภาพดี สะอาดปลอดภัย

๓) ผลการตรวจและวินิจฉัยโรค ได้รับคำอธิบายผลสรุปของการ ตรวจ วินิจฉัย ลักษณะการดำเนินไปของโรค อาการที่คาดว่าจะเกิด ที่ชัดเจน เป็นที่เข้าใจเพียงพอ ถ้าอาการผู้รับบริการอยู่ในขั้นที่อาจจะเกิดอันตราย จะได้รับการช่วยเหลือทันที

๔) การให้ความเห็นและคำชี้แนะของแพทย์เกี่ยวกับทางเลือก ของการรักษา ที่มีรายละเอียดเพียงพอต่อการตัดสินใจ

๕) มีการอธิบายการวางแผนการรักษา ประเมินค่าใช้จ่ายทางเลือกที่ผู้รับบริการเลือก และมีบริการส่งต่อกรณีที่สภาพอาการเจ็บป่วย เกินขีดความสามารถโดยทันที พร้อมทั้งคำชี้แจงถึงเหตุผลความจำเป็น

๖) การสร้างทักษะให้สามารถปฏิบัติในการดูแลสุขภาพที่ดี ผู้รับบริการและญาติได้รับความรู้ และคำแนะนำพร้อมฝึกทักษะที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามแผนการรักษา และเพื่อป้องกันการแพร่กระจายโรค การเป็นซ้ำ

๗) ผลิตภัณฑ์ในบริการมีคุณภาพและถูกต้องตามแผนการรักษา

๘) พฤติกรรมบริการที่ดี เจ้าหน้าที่ให้บริการด้วยความเต็มใจกระตือรือร้น สุภาพนุ่มนวล ให้เกียรติด้วยความเสมอภาค และเป็นธรรมตามลำดับก่อนหลัง ตามความจำเป็น

๙) ได้รับการบอกกล่าวหากมีการรอคอย และคาดการณ์เวลาการเข้ารับบริการได้อย่างคร่าว ๆ


 

๑๐. มียานพาหนะเพื่อใช้ในการส่งต่อผู้ป่วย เมื่อจำเป็นต้องย้ายไปโรงพยาบาลในระบบหลักประกัน ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่าย

 



บทที่ ๔
บทสรุป

เชื่อว่า สิ่งที่สำคัญสำหรับประชาชนนอกจากจะใช้ ๑๐ วิธี ข้างต้นในการพิจารณาคุณภาพหน่วยบริการแล้ว ยังต้องทำหน้าที่อื่น ๆ อีกหลายประการ อาทิเช่น

  • การแสวงหาความรู้ในการดูแลตนเองเบื้องต้น เพื่อลดการไปใช้บริการในหน่วยบริการ หากเจ็บป่วยเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นไข้ ตัวร้อน เจ็บคอ เป็นหวัด ท้องเสีย หรือเจ็บป่วยด้วยโรคที่เป็นแล้วหายได้เอง
  • หาข้อมูลแนวทางในการใช้บริการสาธารณสุขในระบบหลักประกัน ซึ่งรวมถึงสิทธิของตนเอง เพราะจะได้ใช้สิทธิได้อย่างถูกต้องเมื่อมีความจำเป็นต้องใช้บริการทั้งกับตนเองและเพื่อนในชุมชน
  • ขึ้นทะเบียนหน่วยบริการประจำตัว ที่ใกล้บ้าน ใกล้ที่ทำงาน หรือที่สะดวก
  • พกบัตรประชาชนและบัตรทองไว้ตลอดเวลา เหมือนกับการพกสตางค์
  • การเตรียมตัวอื่น ๆ ก่อนเข้ารับบริการ เช่น การแจ้งในหมู่ญาติ เพื่อนฝูง คนสนิท ว่าตนเองมีหน่วยบริการหรือโรงพยาบาลประจำตัวอยู่ที่ใดให้ใช้บริการในหน่วยบริการประจำตัวที่ขึ้นทะเบียน กับ สปสช. ยกเว้นเหตุฉุกเฉิน อุบัติเหตุ หรือเหตุจำเป็นจริง ๆ สามารถ ใช้บริการในหน่วยบริการของรัฐ หรือหน่วยบริการอื่น ๆ ที่อยู่ในระบบ หลักประกันสุขภาพได้


นอกจากนี้ การพิจารณาคุณภาพของหน่วยบริการประชาชนเอง ไม่ควรมีอคติในการประเมินหน่วยบริการ หรือเจ้าหน้าที่ที่ทำงานจนกว่า จะได้มีการพูดคุยกันให้รู้เรื่องก่อน ปัจจุบันหน่วยบริการหลายแห่ง ได้พยายามปรับปรุงตนเอง แต่ด้วยภาระงานที่เพิ่มขึ้นและข้อจำกัดของทรัพยากร ทำให้ยังไม่สามารถให้บริการที่ดีและมีคุณภาพอย่างที่ทุกคนคาดหวัง ดังนั้น ต้องช่วยกันทำให้ทุกคนไปโรงพยาบาลน้อยลง และ หากอยากเห็นโรงพยาบาลมีการพัฒนาคุณภาพ ต้องไม่อยู่เฉยและ ควรเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพของหน่วยบริการ เช่น ให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ระดมทุนและเป็นกรรมการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล หรือสนับสนุนอื่น ๆ เท่าที่จะสามารถทำได้

 


 

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

 
· ข้อมูลเพิ่มเติม HA
· เสนอข่าวโดย prweb


เรื่องที่นิยมอ่านมากสุด HA:
เทคนิคการพัฒนาคน

บทความต่อไป: คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้แบบประเมินตนเอง
 คำเฉพาะประจำสัปดาห์: 
10 วิธีดูคุณภาพโรงพยาบาล | เรียกเข้าระบบ หรือ ลงทะเบียน | 0 ความเห็น
คะแนนอย่างต่ำ
ความเห็นเป็นของผู้ส่งเข้ามา ทางเราไม่สามารถรับผิดชอบต่อความเห็นนั้นๆได้


Web site กระทรวงสาธารณสุขสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สาขาเขตพื้นที่ (พิษณุโลก) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย

โรงพยาบาลศรีสังวรสุโขทัย ต.คลองตาล อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย 64120 โทร 055-682030-42
อุบัติเหตุ ฉุกเฉิน แจ้ง หน่วยกู้ชีพศรีสังวร โทร 1669 หรือ 055-681331

Powered by the AutoTheme HTML Theme System
Page created in 0.305387 Seconds