ยินดีต้อนรับ ผู้เยี่ยมชม โรงพยาบาลศรีสังวรสุโขทัย

Login

 
 ชื่อเรียก
 รหัสผ่าน
 จำชื่อและรหัสผ่าน

Main Menu

 
 หน้าหลัก
 QualityOnline
 WWW3
 SSWRisk
 KMnet

บริการ
 ข้อมูลทั่วไปโรงพยาบาล
 แผนที่ที่ตั้งโรงพยาบาล
 ปฎิทินกำหนดการ
 โทรศัพท์ภายใน
 อนุสรณ์ 60 ปี ศรีสังวร
 รายงานการประชุม กบห.
 ตารางแพทย์ตรวจOPD
 ตรวจสอบสิทธิ : สุโขทัย
 ตรวจสอบสิทธิ : จ่ายตรง
 ตรวจสอบสิทธิ : ธนาคาร
 รายงานยอดผู้ป่วยใน
 อัตราครองเตียงผู้ป่วยใน
 การแยกประเภทผู้ป่วยใน
 ประวัติการรักษาผู้ป่วย
 อัตราค่ารักษาพยาบาล
 พจนานุกรม
 กระดานข่าว
 ห้องสมุด
 อัลบัมภาพ
 ค้นหา

หน่วยงาน

 

ศูนย์ ICT
 ระบบ Finger Scan

กลุ่มภารกิจอำนวยการ
 ระเบียบ/คำสั่ง

กลุ่มงานทรัพยากรบุคคล
 ข่าว/ประกาศรับสมัครงาน
 ข่าว/ประกาศการย้าย
 ระเบียบ/คำสั่ง

กลุ่มงานพัฒนาทรัพยากรบุคคล
 ข้อมูลอัตราพัฒนาบุคลากร

กลุ่มงานยุทธศาสตร์และแผนงานโครงการ
 แผนการลงทุนและการจัดซื้อจัดจ้าง
 บัญชีครุภัณฑ์การแพทย์ ครุภัณฑ์อื่นและสิ่งก่อสร้าง
 แผนพัสดุครุภัณฑ์ประจำปี
 แผน CUP อ.ศรีสำโรง
 Form Template สำหรับเสนอข่าวสารโรงพยาบาล

กลุ่มงานเภสัชกรรม
 แนวทางการปฏิบัติงาน

กลุ่มการพยาบาล
 ตารางเวรตรวจการพยาบาล
 งาน IC
 ศูนย์ประคับคองฯ
 งานคุณภาพการพยาบาล
 คลินิกเคมีบำบัด

กลุ่มงานอาชีวเวชกรรม
 ตรวจสุขภาพเชิงรุก

กลุ่มงานเวชกรรมฟื้นฟู
 กายภาพบำบัด
 กิจกรรมบำบัด
 แพทย์แผนไทย
 KM เวชกรรมฟื้นฟู

กลุ่มงานบริหารทั่วไป
 ข่าวสารและแบบฟอร์มเกี่ยวกับบ้านพัก รพ.

Web Admin
 จัดการเวบหน่วยงาน

xraypacs xraypacs












รายการใช้วัสดุ-เพื่อเสนอราคา


KM srisangworn



sahakorn srisangworn


หัวข้อหลัก > สุขภาพ : ย้อนกลับ
 
คนไทยไร้พุง สุขภาพดี-มีสุข ความฝันที่ไม่ไกลเกินเอื้อม

เมื่อ วันพุธ 18 เมษายน 2007 - 22:43 ::: ผู้บันทึก: prweb ::: 8869 คนอ่าน  หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์

สุขภาพ80-90-100ตัวเลขข้างต้นไม่ใช่อายุโดยเฉลี่ยของประชากรไทยแต่อย่างใดหากเป็น *รอบพุง* มีหน่วยวัดเป็นเซนติเมตร ที่คนไทยส่วนใหญ่ทั้ง เด็ก ผู้ใหญ่ และวัยชราครอบครอง!


คู่มือ "ปฏิบัติการฝ่าวิกฤต พิชิตอ้วน พิชิตพุง 80/90 รหัสลับอันตราย" ขอรับได้โดยสอดซองเปล่าขนาด 8 x 10 นิ้ว ติดแสตมป์ 9 บาท จ่าหน้าซองถึงตนเอง (1 ซองต่อ 1 เล่ม) ส่งไปที่ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี ชั้น 7 เลขที่ 2 ซอยศูนย์วิจัย ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ห้วยขวาง บางกะปิ กทม. 10320 และวงเล็บมุมซองว่า "ขอคู่มือปฏิบัติการฝ่าวิกฤต พิชิตอ้วน พิชิตพุง 80/90 รหัสลับอันตราย"


เป็นเรื่องน่าตกใจทีเดียว เพราะองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าภาวะอ้วน เป็นสาเหตุของการสูญเสียทางเศรษฐกิจที่สำคัญ คิดเป็นสัดส่วน 2-6% ของงบประมาณด้านสุขภาพของประเทศ

มีการสำรวจพบว่า ในปี 2544 เพียงปีเดียว สหรัฐอเมริกามีค่าใช้จ่ายที่เกิดจากภาวะอ้วนถึง 4 ล้านล้านบาท!

ส่วนในประเทศไทย จากการสำรวจในปี 2543 ระบุว่า คนไทยที่มีอายุมากกว่า 35 ปี มีเส้นรอบพุงเกินเกณฑ์ที่กำหนด (ผู้หญิง 80 เซนติเมตรขึ้นไป และผู้ชาย 90 เซนติเมตรขึ้นไป) ถึง 9.3 ล้านคน

ในจำนวนนี้เป็นโรคอ้วนลงพุงถึง 6 ล้านคน

ตัวเลขหลักล้านแบบนี้เห็นทีเรื่อง *อ้วน* คงไม่ใช่เรื่องเล่นเป็นแน่

กระทรวงสาธารณสุข ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ สมาคมสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการแห่งประเทศไทย และสมาคมวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย จึงร่วมมือกันตั้ง *เครือข่ายคนไทยไร้พุง* ขึ้น

*ให้คนไทยลดน้ำหนักแบบค่อยเป็นค่อยไปและลดน้ำหนักอย่างปลอดภัย เป้าหมายเพื่อสุขภาพที่ดี*

มี นพ.ฆนัท ครุธกูล กรรมการและรองเลขานุการเครือข่ายคนไทยไร้พุง เป็นตัวแทนมาเล่าให้รับรู้

หมอฆนัทบอกว่า ปัจจุบันคนไทยประสบปัญหาภาวะอ้วนและอ้วนลงพุงมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา

วัดว่าอ้วนหรือไม่อ้วน ใช้ "ดัชนีมวลกาย" (Body Mass Index - BMI) เป็นหลัก นำน้ำหนัก (กิโลกรัม) หารด้วย ส่วนสูง (เมตร) x ส่วนสูง (เมตร)

ผลออกมาถ้าอยู่ระหว่าง 23-24.9 ถือว่า น้ำหนักเกิน 25-34.9 ถือว่า อ้วน และตั้งแต่ 35 ขึ้นไปถือว่า อ้วนรุนแรง

รอบพุงยิ่งเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ไขมันก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น แล้วจะแตกตัวเป็นกรดไขมันอิสระเข้าสู่ตับ ทำให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่ดี เกิดเป็นโรคอ้วนลงพุง เป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังต่างๆ อย่าง น้ำตาลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ ฯลฯ

"รอบพุงที่เพิ่มขึ้นทุก 5 เซนติเมตร จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน 3-5 เท่า เพราะฉะนั้นยิ่งพุงใหญ่ยิ่งตายเร็ว" หมอฆนัทบอก

หมอคนเดิมแนะถึงวิธีลดน้ำหนักและลดรอบพุงอย่างปลอดภัย สไตล์ "ใครๆก็ทำได้" ว่า ต้องยึดหลัก *3 อ* คือ *อาหาร* *ออกกำลังกาย* และ *อารมณ์*

เรื่องของอาหาร ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร จากเดิมที่รับประทานอาหารจนเกินอิ่มเพราะเสียดายอาหารที่เหลือ ให้เปลี่ยนเป็นรับประทานแต่พออิ่ม อาจลดเหลือเพียง 1 ใน 3 ส่วนจากเดิมก็ได้

จากเคยชอบบริโภคน้ำหวาน น้ำอัดลม ชา กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ให้เปลี่ยนเป็นดื่มน้ำเปล่า รสชาติอาจไม่ถูกปาก แต่ถูกกับสุขภาพอย่างแน่นอน งดขนมหวาน ของทอด และของมัน เพราะทำให้มีไขมันสะสมในร่างกายเกินจำเป็น งดการกินจุบกินจิบ

นอกจากนี้ ควรบริโภคผลไม้อย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่เกิน 10-15 คำต่อมื้อ บริโภคเนื้อสัตว์ไม่ติดมันที่สุกแล้ว บริโภคปลา ไข่ขาว เต้าหู้ และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองทุกวัน รับประทานผักประเภทใบและก้านผักบ่อยๆ ดื่มนมพร่องหรือขาดมันเนยวันละ 1-2 แก้ว เลือกทานอาหารที่เตรียมโดยการต้ม นึ่ง ย่าง แทนอาหารทอดหรือผัด

"หลักสำคัญคือห้ามอดอาหารอย่างเด็ดขาด การอดอาหารไม่ช่วยให้น้ำหนักลดลงในระยะยาว แถมยังเป็นผลเสียต่อสุขภาพเสียอีก ควรลดปริมาณอาหารแทน และเคี้ยวอาหารช้าๆ ดื่มน้ำบ่อยๆระหว่างรับประทานอาหาร" นพ.ฆนัท แนะ

ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารแล้วก็ต้องทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกายด้วย

ถ้าต้องการเผาผลาญไขมันส่วนเกินควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30-60 นาทีต่อวัน อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ โดยเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมกับสุขภาพ อายุ น้ำหนัก เช่น เดินไปปากซอยแทนการนั่งรถ เดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์ ล้างรถ กวาดใบไม้ ทำความสะอาดบ้าน เป็นต้น

ตั้งเป้าหมายในการออกกำลังกายอย่างชัดเจนว่าเพื่ออะไร พร้อมกับทำสมุดบันทึกเป็นการเตือนตัวเองให้ออกกำลังกาย

สุดท้ายเป็นเรื่องของอารมณ์ ต้องสกัดสิ่งกระตุ้นที่ทำให้หิว ด้วยการพยายามหลีกเลี่ยงการไปจุดที่มีอาหารการกินหลากหลาย

สะกดใจไม่ให้บริโภคเกินปริมาณที่จำเป็น สะกิดให้คนรอบข้างช่วยเหลือด้วยการทำความเข้าใจกับครอบครัวและคนรอบข้างถึงความจำเป็นในการลดน้ำหนัก เพื่อให้ช่วยเป็นกำลังใจและให้คำแนะนำในการลดน้ำหนัก

ช่วงแรกอาจรู้สึกหงุดหงิด อยากรับประทานก็ทำไม่ได้อย่างใจ แต่ถ้ามีวินัยในตัวเอง อดทนสักนิด เดี๋ยวก็ผ่านช่วงนั้นไปได้

"อัตราการลดน้ำหนักที่เหมาะสมอยู่ที่ 0.5-1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ หรือเดือนละ 2-4 กิโลกรัม ถ้าน้ำหนักไม่ลดลงเลยหรือว่าลดน้อยมากให้ทบทวนว่าได้รับประทานอาหารอย่างเหมาะสมหรือไม่ ออกกำลังกายพอเหมาะหรือเปล่า

"ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับอายุด้วย คนที่มีน้ำหนักปกติเมื่ออายุมากขึ้นมีแนวโน้มที่น้ำหนักจะเพิ่มขึ้น หากน้ำหนักไม่ลดและไม่เพิ่มหลังจากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ แล้ว ก็ถือว่าประสบความสำเร็จ" นพ.ฆนัทอธิบาย แถมบอกด้วยว่า

วิธี 3 อ.เป็นการลดน้ำหนักแบบยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากกว่าการเดินเข้าสถาบันลดน้ำหนัก หากใครปฏิบัติได้จนเคยชินก็จะเป็นเรื่องดี โอกาสที่น้ำหนักเพิ่มก็มีน้อยลง

ทุกอย่างที่ว่ามาทำได้จริงหรือเปล่า...ต้องให้อาสาสมัครที่เริ่มเข้าคอร์สตามหลักสูตรดังกล่าวตั้งแต่เดือนมกราคม-มีนาคม ที่ผ่านมาได้เล่าประสบการณ์

ส่วนสูง 177 เซนติเมตรกับน้ำหนัก 98 กิโลกรัมพ่วงด้วยรอบเอวเกือบ 40 นิ้ว ทำให้ *ธนันทร์รัฐ เจียมวิจิตร* หนุ่มวัย 25 อึดอัดสุดสุด จนต้องพาตัวเข้ามาร่วมโครงการคนไทยไร้พุง

ธนันทร์รัฐเล่าว่า อ้วนแล้วทำให้ไม่มั่นใจในตัวเองนัก เวลาซื้อเสื้อผ้าแล้วถูกคนขายทักถึงไซซ์ที่ใหญ่กว่าคนอื่น ความมั่นใจยิ่งหายไปใหญ่

"มีกางเกงยีนส์ตัวหนึ่งสวยและอยากได้มาก แต่ไม่มีไซซ์เราเลย ประกอบกับอยากให้ตัวเองมีสุขภาพดี อายุยืนยาว อยู่กับพ่อแม่และแฟนได้นานขึ้น จึงตัดสินใจลดน้ำหนัก" ธนันทร์รัฐพูดถึงแรงจูงใจ

วันแรกแพทย์จะตรวจสุขภาพ วัดส่วนสูง ชั่งน้ำหนัก และตรวจปริมาณไขมันในร่างกายว่ามีเท่าใด ซึ่งแพทย์จะแนะนำหลักปฏิบัติในการบริโภคอาหารและการออกกำลังกาย โดยให้อาสาสมัครนำไปปฏิบัติด้วยตัวเองที่บ้าน ผ่านไป 1 เดือนแพทย์จะนัดตรวจร่างกาย ดูว่าอาสาสมัครแต่ละคนลดน้ำหนักได้กี่กิโลกรัม

ช่วงแรกที่ต้องควบคุมอาหาร ธนันทร์รัฐออกอาการหงุดหงิดพอควร เพราะเพื่อนชอบชวนไปรับประทานหมูกระทะ จึงใช้วิธีว่าวันไหนที่จะไปรับประทานหมูกระทะ วันนั้นทั้งวันจะรับประทานให้น้อยที่สุดหรืออดไปเลย แล้วมารับประทานรวบตอนไปร้านหมูกระทะ

ธนันทร์รัฐรู้ว่าไม่ใช่วิธีที่ดี แต่ระยะแรกอดไม่ได้ หลังๆ จึงเปลี่ยนวิธีการทานอาหารใหม่ ด้วยการค่อยๆ ลดปริมาณอาหาร เพราะถ้าลดฮวบฮาบไปเลยจะหิวเร็วและอยากทานมากขึ้น ทานอาหารให้ตรงตามมื้อ ตรงตามเวลา สำหรับมื้อเย็นจะทานไม่เกิน 3 ทุ่ม

"ทานอาหารเสร็จก็นอนเลย ร่างกายไม่ได้ใช้ประโยชน์จากพลังงานตรงนั้น เป็นสาเหตุทำให้อ้วน ผมเลยตั้งใจว่าจะทานอาหารเย็นตอน 5 โมงเย็น และออกกำลังกายตอน 1 ทุ่มโดยการปั่นจักรยานและวิ่ง 1 ชั่วโมง ออกกำลังกายเสร็จก็พักให้หายเหนื่อยแล้วดื่มน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียว ไม่จำเป็นต้องดื่มเกลือแร่เพราะให้ความหวานมาก" ธนันทร์รัฐเล่าถึงวิธีส่วนตัว

ปฏิบัติอยู่ 3 เดือน ถึงวันนี้ธนันทร์รัฐเป็นเจ้าของน้ำหนัก 80 กิโลกรัม รอบเอวเหลือ 35 นิ้ว และมีความสุขกับการลดน้ำหนักอย่างปลอดภัยด้วยคำแนะนำของแพทย์

*วรรณา พูลสุข* แม่บ้านวัย 50 เป็นอาสาสมัครอีกคนของโครงการนี้

วรรณาเล่าว่า แพทย์บอกว่าเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน เพราะมีคอเลสเตอรอลในเลือดสูง จึงแนะนำให้ลดน้ำหนักด้วยการควบคุมปริมาณอาหารและออกกำลังกาย

"รู้สึกว่าตัวเองอ้วน เพราะสูงแค่ 156 เซนติเมตร แต่หนักตั้ง 67 กิโลกรัม เวลาเดินปวดเข่าปวดหลังตลอด และยังเป็นโรคหอบหืดด้วย ตอนกลางคืนก็นอนไม่ค่อยหลับ มักไอและปวดเมื่อยตามตัว

"หมอบอกให้ลดน้ำหนักและแนะนำวิธีให้ เราก็ปฏิบัติตาม เดินวันละ 1 ชั่วโมงเป็นการออกกำลังกาย แรกๆ เมื่อยบ้าง ไปๆ มาๆ เริ่มชิน เริ่มสนุก วันไหนไม่เดินแล้วนอนไม่หลับ ทำอยู่ 3 เดือนสุขภาพดีขึ้น ไม่ปวดเข่าปวดหลังแล้ว อาการหอบหืดหายไป น้ำหนักลดลงเหลือ 60 กิโลกรัม อารมณ์แจ่มใสขึ้น

"พอเพื่อนบ้านเห็นก็สนใจ เลยชวนมาเดินด้วยกัน ตอนนี้กลายเป็นว่าตอนเย็นๆ เดินเป็นกลุ่มแล้ว เดินไปคุยกันไปเป็นการสร้างมนุษยสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านไปด้วย" วรรณาเล่าพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า

เห็นแบบนี้แล้ว...ได้เวลาก้มสำรวจพุง เตรียมตัวลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพกันได้หรือยัง


 

ข้อมูลจาก :
หนังสือพิมพ์มติชน
โดย ศิวพร อ่องศรี
วันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10630 หน้า 33

 

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

 
· ข้อมูลเพิ่มเติม สุขภาพ
· เสนอข่าวโดย prweb


เรื่องที่นิยมอ่านมากสุด สุขภาพ:
หน่วยกู้ชีพศรีสังวร

บทความต่อไป: การนอนกับอาการปวดหลัง
คนไทยไร้พุง สุขภาพดี-มีสุข ความฝันที่ไม่ไกลเกินเอื้อม | เรียกเข้าระบบ หรือ ลงทะเบียน | 0 ความเห็น
คะแนนอย่างต่ำ
ความเห็นเป็นของผู้ส่งเข้ามา ทางเราไม่สามารถรับผิดชอบต่อความเห็นนั้นๆได้


Web site กระทรวงสาธารณสุขสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สาขาเขตพื้นที่ (พิษณุโลก) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย

โรงพยาบาลศรีสังวรสุโขทัย ต.คลองตาล อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย 64120 โทร 055-682030-42
อุบัติเหตุ ฉุกเฉิน แจ้ง หน่วยกู้ชีพศรีสังวร โทร 1669 หรือ 055-681331

Powered by the AutoTheme HTML Theme System
Page created in 0.118277 Seconds