ยินดีต้อนรับ ผู้เยี่ยมชม โรงพยาบาลศรีสังวรสุโขทัย

Login

 
 ชื่อเรียก
 รหัสผ่าน
 จำชื่อและรหัสผ่าน

Main Menu

 
 หน้าหลัก
 QualityOnline
 WWW3
 SSWRisk
 KMnet

บริการ
 ข้อมูลทั่วไปโรงพยาบาล
 แผนที่ที่ตั้งโรงพยาบาล
 ปฎิทินกำหนดการ
 โทรศัพท์ภายใน
 อนุสรณ์ 60 ปี ศรีสังวร
 รายงานการประชุม กบห.
 ตารางแพทย์ตรวจOPD
 ตรวจสอบสิทธิ : สุโขทัย
 ตรวจสอบสิทธิ : จ่ายตรง
 ตรวจสอบสิทธิ : ธนาคาร
 รายงานยอดผู้ป่วยใน
 อัตราครองเตียงผู้ป่วยใน
 การแยกประเภทผู้ป่วยใน
 ประวัติการรักษาผู้ป่วย
 ระบบ Finger Scan
 พจนานุกรม
 กระดานข่าว
 ห้องสมุด
 อัลบัมภาพ
 ค้นหา
 อัตราค่ารักษาพยาบาล

หน่วยงาน

 

กลุ่มอำนวยการ
 ระเบียบ/คำสั่ง

กลุ่มงานยุทธศาสตร์และแผนงานโครงการ
 แผนการลงทุนและการจัดซื้อจัดจ้าง
 บัญชีครุภัณฑ์การแพทย์ ครุภัณฑ์อื่นและสิ่งก่อสร้าง
 แบบเสนอความต้องการพัสดุ
 แผน CUP อ.ศรีสำโรง
 Form Template สำหรับเสนอข่าวสารโรงพยาบาล

กลุ่มงานเภสัชกรรม
 แนวทางการปฏิบัติงาน

กลุ่มการพยาบาล
 ตารางเวรตรวจการฯ
 งาน IC
 งานคุณภาพการพยาบาล
 คลินิกเคมีบำบัด
 ตรวจสุขภาพเชิงรุก

กลุ่มงานเวชกรรมฟื้นฟู
 กายภาพบำบัด
 กิจกรรมบำบัด
 แพทย์แผนไทย
 KM เวชกรรมฟื้นฟู

ฝ่ายบริหารทั่วไป
 ข่าวสารบ้านพัก รพ.

Web Admin
 จัดการเวบหน่วยงาน

xraypacs xraypacs











รายการใช้วัสดุ-เพื่อเสนอราคา


KM srisangworn



sahakorn srisangworn


ย้อนกลับ < เลือกหน้า3 4 5 6 7 8 9 10 11 12  > ต่อไป : หัวข้อหลัก
“ไมโครซอฟท์แนะ 10 วิธีเล่นเน็ตให้ปลอดภัย”
เมื่อ วันพฤหัสบดี 04 ตุลาคม 2007 - 14:05 ::: ผู้บันทึก: ict005 ::: 4287 คนอ่าน

Computer

                นายแอนดรูว์ แม็คบีน กรรมการผู้จัดการบริษัทไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดแถลงข่าวกรณีไมโครซอฟท์ให้การสนับสนุนตำรวจไทย เอฟบีไอ เจ้าหน้าที่สืบราชการลับ และเจ้าหน้าที่องค์การตำรวจสากล เข้าฝึกอบรมว่าด้วยการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งตอนหนึ่ง ไมโครซอฟท์ได้ให้คำแนะนำ 10 ประการ สำหรับพ่อแม่ในการสอนลูกในการเล่นอินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย คือ

 

      1.ส่งเสริมให้ลูกๆ แบ่งปันแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้อินเทอร์เน็ตกับพ่อแม่ และพ่อแม่ควรสนุกกับการเล่นอินเทอร์เน็ตกับลูกๆ

      2.สอนลูกให้เชื่อในสัญชาตญาณของตัวเอง ถ้ากังวัลกับบางสิ่งควรจะเล่าให้พ่อแม่ฟัง

      3.ถ้าลูกเข้าไปในห้องสนทนา ใช้โปรแกรมส่งข้อความแบบทันทีทันใด วิดีโอ เกมออนไลน์ หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่ต้องใช้ชื่อในการล็อกอินเพื่อระบุตัวตน พ่อแม่ควรจะช่วยลูกเลือกชื่อสำหรับล็อกอิน และต้องแน่ใจว่าชื่อนั้นไม่เชื่อมโยงกับข้อมูลส่วนตัวต่างๆ ของลูก

      4.ย้ำกับลูกว่าอย่าให้ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์หรือข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ รวมทั้งชื่อโรงเรียน สถานที่ที่เขามักจะไปบ่อยๆแก่คนที่คุยกันทางอินเทอร์เน็ต

      5.สอนลูกว่าความแตกต่างระหว่างสิ่งที่ผิดกับสิ่งที่ถูกบนอินเทอร์เน็ตนั้นเป็นเช่นเดียวกับชีวิตจริง

      6.แสดงให้ลูกเห็นถึงวิธีเคารพผู้อื่นบนอินเทอร์เน็ต และต้องแน่ใจว่าพวกเขารู้กฎของความประพฤติที่ดี ไม่ใช่เปลี่ยนความประพฤติในโลกโซเบอร์

      7.ย้ำให้ลูกรู้จักเคารพทรัพย์สินของผู้อื่นบนอินเตอร์เน็ต สอนว่าการลอกเลียนแบบงานของผู้อื่นผิดกฎหมาย เช่น เพลง วิดีโอเกม และโปรมแกรมอื่นๆ

       8.บอกลูกว่าไม่ควรนัดพบเพื่อนอินเทอร์เน็ต โดยอธิบายว่าเพื่อนทางอินเทอร์เน็ตอาจจะไม่ได้แสดงตัวตนที่แท้จริงออกมาเวลาคุยกันออนไลน์

       9.สอนลูกว่าสิ่งที่พวกเขาอ่านและเห็นบนอินทอร์เน็ตอาจจะไม่ใช่ความจริงทั้งหมด ส่งเสริมให้ลูกถามพ่อแม่เมื่อเขาไม่แน่ใจ

       10.ควบคุมกิจกรรมทางอินเทอร์เน็ตของลูกด้วยการใช้ซอฟต์แวร์อินเทอร์เน็ตที่ล้ำหน้า ซึ่ง Parental Control สามารถช่วยกลั่นกรองเนื้อหาที่เป็นอันตรายออกไป ตรวจเว็บไซต์ ตลอดจนรู้ว่าลูกเข้าไปทำอะไรในเว็บเหล่านั้น

 

ที่มา:  กรุงเทพฯธุรกิจ-ประจำวันที่ 15 กันยายน 2549


แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
อาการของโรคติดอินเตอร์เน็ต
เมื่อ วันอังคาร 25 กันยายน 2007 - 11:14 ::: ผู้บันทึก: prweb ::: 16988 คนอ่าน

Computer

อาการของโรคติดอินเตอร์เน็ต

1. หยุดเล่นอินเตอร์เน็ตไม่ได้ ในกรณีนี้จะถือว่าอาการยิ่งรุนแรงมากขึ้น ถ้าเกิดเคยสัญญากับตัวเอง หรือ บุคคลอื่นว่าจะลดเวลาการออนไลน์ แต่ผลสุดท้ายก็ทำไม่ได้ตามที่ตั้งใจไว้

2. เริ่มโกหก โกหกบุคคลรอบข้างว่าไม่ได้เล่นอินเตอร์เน็ต แต่จริงๆ แล้วพยายามทุกวิถีทางเพื่อหาโอกาสออนไลน์

3. สถานการณ์เริ่มเลวร้าย แต่ยังไม่รู้ตัว เมื่อเสียเวลาอยู่ในโลกออนไลน์มากๆ เข้า ก็จะทำให้ไม่มีเวลาไปทำกิจกรรมอย่างอื่น ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน

4. มีพฤติกรรมผิดศีลธรรม เวลาเข้าไปอยู่ในโลกออนไลน์ เริ่มกลายเป็นคนชอบโกหกหลอกลวง กล้าทำกล้าพูดในสิ่งผิดศีลธรรม เพราะรู้ว่าสามารถปกปิดสถานะที่แท้จริงของตัวเองได้

5. ไม่รู้เวลา นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อเล่นอินเตอร์เน็ตโดยไม่รู้เวลา จัดลำดับความสำคัญของการงาน หรือ การเรียนไม่ได้

6. ติดเน็ต-เหมือนติดยา เวลาออนไลน์แล้วรู้สึกขัดแย้งในตัวเอง เช่น รู้ว่าการเล่นอินเตอร์เน็ตมากๆ เป็นสิ่งไม่ดี แต่ห้ามตัวเองไม่ได้ เพราะเสพติดไปแล้ว

7. ชีวิตขาด "เน็ต" ไม่ได้ แสดงปฏิกิริยาต่อต้านทันที เมื่อถูกบีบบังคับ หรือ จำเป็นต้องลดเวลาการออนไลน์

8. คิดอะไรไม่ออก ขณะทำกิจกรรมต่างๆ เช่น รับประทานอาหาร ทำงาน อ่านตำรา ฯลฯ จะห้ามใจไม่ให้คิดถึงการเล่นอินเตอร์เน็ตไม่ได้

9. แยกตัว เกิดอาการแยกตัวจากสังคม ไม่กล้าเผชิญหน้ากับชีวิตจริง โดยเข้าไปหลบตัวอยู่ในโลกของอินเตอร์เน็ตแทน

10. สิ้นเปลืองเงิน สิ้นเปลืองเงินทองไปกับการอัพเกรดคอมพิวเตอร์ การอยู่ในโลกออนไลน์ หรือ ใช้จ่ายเงินหมดไปกับเวลาค่าใช้อินเตอร์เน็ตโดยไม่จำเป็น

...เหล่านี้เป็นแบบทดสอบเบื้องต้นเพื่อจะดูว่ามีอาการเสพติดอินเตอร์เน็ตหรือไม่...


แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
"กล่องดำ" คืออะไรภายในเครื่องบิน??
เมื่อ วันจันทร์ 24 กันยายน 2007 - 05:37 ::: ผู้บันทึก: service ::: 7559 คนอ่าน

Computer

     เมื่อใดก็ตามที่เกิดอากาศยานอุบัติเหตุ สองสิ่งแรกที่หน่วยกู้ภัยต้องรีบค้นหาคือ ผู้รอดชีวิตและอุปกรณ์บันทึกข้อมูลการบิน หรือที่เรียกกันว่า "กล่องดำ (Black Box)" เครื่องบินโดยทั่วไปจะต้องปฏิบัติตามกฎด้านการบิน ในการติดตั้ง "กล่องดำ" สองชนิดสำหรับบันทึกข้อมูลการบินเพื่อช่วยจำลองเหตุการณ์ก่อนหน้าที่จะเกิดอุบัติเหตุ โดย

กล่องดำ 2 ชนิดนั้นมี ดังนี้
1. กล่องที่ชื่อว่า Cockpit Voice Recorder (CVR) โดย เครื่อง CVR จะบันทึกเสียงพูดของนักบิน รวมทั้งเสียงอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในห้องนักบิน โดยรับเสียงจากไมโครโฟนของนักบิน และไมโครโฟนที่ติดตั้งไว้ในแผงอุปกรณ์ด้านบนระหว่างนักบินทั้งสองเสียงที่เกิดขึ้นในห้องนักบินทั้งหมดเช่น เสียงเครื่องยนต์ สัญญาณเตือน เสียงการ เคลื่อนไหวของฐานล้อ เสียงการกดหรือว่าปลดสวิตช์ต่างๆ เสียงการโต้ตอบการจราจรทางอากาศการแจ้งข่าวอากาศ และการสนทนาระหว่างนักบินกับพนักงานภาคพื้น-หรือลูกเรือจะถูกบันทึกไว้เพื่อประโยชน์ในการสอบสวน โดยจะนำไปพิจารณาประกอบกับค่าอื่นๆ
เช่น รอบเครื่องยนต์ ระบบที่ผิดปกติ ความเร็ว และเวลา ณ เหตุการณ์ -นั้นๆ เครื่องบันทึกเสียงในห้องนักบินแบบแถบแม่เหล็ก จะบันทึกเสียงได้ในช่วงเวลาประมาณ 30 นาที จากนั้นจะขึ้นรอบการบันทึกใหม่ ในขณะที่เครื่องบันทึกแบบหน่วยความจำสามารถบันทึกได้รอบละประมาณสองชั่วโมง

2. กล่องที่ชื่อว่า Flight Data Recorder - FDR โดย เครื่อง FDR จะบันทึกสภาวะต่างๆ ในระหว่างปฏิบัติการบิน ตามกฎระเบียบสำหรับอากาศยานรุ่นใหม่ ๆ จะต้องมีการตรวจบันทึกข้อมูลที่สำคัญอย่างน้อย 11 ถึง 29 ประเภท ตามขนาดเครื่องบินเช่น เวลา ระยะสูง ความเร็ว ทิศทาง และท่าทางของเครื่องบิน นอกจากนี้ FDR บางเครื่องสามารถบันทึกสถานะต่างๆ ได้อีกมากกว่า 700 ลักษณะ ซึ่งมีประโยชน์มากสำหรับการสอบสวน รายการที่ถูกตรวจบันทึกพื้นฐานได้แก่ เวลา ระยะสูง ความเร็ว อัตรา เร่งตามแนวดิ่ง ทิศทาง ตำแหน่งคันบังคับและอุปกรณ์บังคับการบินอื่นๆ ตำแหน่ง
ของแพนหางระดับ อัตราการไหลของเชื้อเพลิง ด้วยข้อมูลที่อ่านได้จาก FDR จะทำให้คณะผู้สอบสวนอุบัติเหตุสามารถสร้างภาพเคลื่อนไหวของการบินได้ เจ้าหน้าที่สอบสวนสามารถมองเห็นภาพท่าทางเครื่องบิน ค่าที่อ่านได้จากเครื่องวัด การใช้เครื่องยนต์ และลักษณะอาการต่างๆ ของการบิน ภาพเคลื่อนไหวนี้ทำให้คณะผู้สอบสวนทราบเหตุการณ์สุดท้ายของการบินก่อนเกิดอุบัติเหตุ

     แม้อุปกรณ์ทั้งสองจะถูกเรียกว่า "กล่องดำ" แต่ตัวกล่องจริงจะมีสีแสดสะดุดตาและมีแถบสะท้อนแสงติดอยู่ เพื่อช่วยให้สังเกตง่าย เหตุที่เรียกว่า "กล่องดำ"อาจจะเป็น -เพราะ อุปกรณ์นี้มีสีดำในรุ่นแรกๆ หรือเรียกตามสภาพที่ดำเกรียม
หลังจากถูกเผาไหม้

     เมื่อเกิดอากาศยานอุบัติเหตุ อุปกรณ์ที่จะต้องคงสภาพมากที่สุดคือส่วนCrash-Serviable Memory Unit (CSMU) ของ CVR และ FDRแม้ตัวกล่องและส่วน-ประกอบอื่นๆ จะเสียหาย ดังนั้นอุปกรณ์นี้จะต้องได้รับการออกแบบให้ทนความร้อน, แรงกระแทก และแรงกด โดยผ่านการทดสอบต่อไปนี้

- ยิงอุปกรณ์นี้ให้กระทบเป้าอลูมิเนียมเพื่อให้เกิดแรงกระแทก 3,400 G (แรงโน้มถ่วงของโลก = 1 G)
- ทดสอบความทนต่อการเจาะ โดยปล่อยก้อนน้ำหนักขนาด 500 ปอนด์ (227 กิโลกรัม) ที่มีเข็มเหล็กขนาด 0.25 นิ้ว
อยู่ด้านล่าง   ให้กระทบลงบน  CSMU จากความสูง 10 ฟุต (3 เมตร)
- ทดสอบด้วยแรงกด 5,000 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว เป็นเวลา 5 นาที บนทุกด้านของ CSMU
- เผาด้วยความร้อน 2,000 oF (1,100 oC) นาน 1 ชั่วโมง
- แช่ในน้ำเค็มนาน 24 ชั่วโมง
- แช่น้ำนาน 30 วัน
- ทดสอบความทนทานต่อของเหลวอื่นๆ เช่น เชื้อเพลิงเครื่องบิน,นำมันหล่อลื่น และสารเคมีดับเพลิง

     เครื่องบันทึกแต่ละเครื่องจะต้องประกอบด้วยเครื่องแจ้งตำแหน่งใต้น้ำ(Underwater Locator Beacon - ULB) หรือเรียกว่า "pinger"เพื่อที่ช่วยการค้นหาในกรณีอุบัติเหตุเหนือน้ำ pinger จะทำงานเมื่อจมน้ำโดยจะส่งคลื่นเสียงความถี่ 37.5 kHz อุปกรณ์นี้สามารถส่งสัญญาณได้จากความลึกถึง 14,000 ฟุต หน่วยกู้ภัยจะใช้ - อุปกรณ์พิเศษที่เรียกว่า Pinger Locator System(PLS) ลากไปในน้ำเพื่อรับสัญญาณจาก "pinger" เพื่อค้นหาตำแหน่งของ "กล่องดำ"  เมื่อพบกล่องดำแล้ว เจ้าหน้าที่จะขนส่งอย่างระมัดระวัง เพื่อนำไปเข้ากระบวนการตรวจสอบโดยคงสภาวะเดิมให้มากที่สุด หากค้นพบในน้ำเครื่องบันทึกจะถูกส่งไปในถังบรรจุพร้อมกับน้ำเพราะหากเครื่องบันทึกแห้งลง ข้อมูลอาจสูญเสียไปได้
   
     ด้วยอุปกรณ์และคอมพิวเตอร์ที่สลับซับซ้อน ข้อมูลที่บันทึกไว้จะได้รับการแปลงรูปแบบให้สามารถเข้าใจง่าย เพื่อนำไปประกอบกับหลักฐานอื่นๆในการพิจารณาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป หากเครื่องบันทึกไม่เสียหายมากนักผู้สอบสวนเพียงต่อเครื่องบันทึกเข้ากับเครื่องอ่าน ก็จะทราบข้อมูลได้ภายในสองสามนาทีแต่บ่อยครั้งพบว่าเครื่องบันทึก-ที่ค้นหาได้จากซากเครื่องบินจะบุบสลายและถูกเผาไหม้ในกรณีเช่นนี้ แผงหน่วยความจำจะถูกถอดออกมาทำความสะอาดและเชื่อมโยงเข้ากับเครื่องบันทึกอีกเครื่องหนึ่งที่มีSoftware พิเศษที่สามารถถ่ายเทข้อมูลได้ โดยไม่มีการเขียนทับหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูล

ที่มาจาก http://www.aksorn.com/lib/libshow.asp?sid=375&sara=&level=p


 


แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
ศธ.เผยพฤติกรรมใช้เน็ตเด็กไทยวิกฤต ฮิตใช้เว็บ “สวิงกิ้ง”
เมื่อ วันอาทิตย์ 16 กันยายน 2007 - 10:04 ::: ผู้บันทึก: ict001 ::: 6757 คนอ่าน

Computerศธ.เผยพฤติกรรมใช้เน็ตเด็กไทยวิกฤต ฮิตใช้เว็บ “สวิงกิ้ง”
       ศธ.เผยพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของเด็กเข้าขั้นวิกฤต ชี้เพื่อความบันเทิงมากกว่าความรู้ แถมยังใช้เพื่อหาหรือสลับคู่นอนนับแต้มสะสมผ่านเว็บบอร์ดสวิงกิ้ง
       
       นางจรวยพร ธรณินทร์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ศูนย์อินเทอร์เน็ตสร้างสรรค์และปลอดภัยร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เว็บไทยกู๊ดวิว และเครือข่ายสื่อใหม่สร้างสรรค์ จัดประกวดสื่อเพื่อการเรียนรู้ 2 ลักษณะ คือ เว็บเพื่อการเรียนรู้และคลิปวิดีโอสารคคีแนวใหม่ ให้นักเรียน ครู และผู้สนใจมีส่วนร่วมสร้างสรรค์สื่อดีมีเป้าหมายให้โรงเรียนทั่วประเทศเข้าถึงสื่อเพื่อการเรียนรู้เหล่านี้ได้ผ่านเว็บ www.sema.go.th เปิดรับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้ ชิงเงินรางวัลพร้อมโล่รวม 60,000 บาท
       
       ปลัด ศธ.กล่าวว่า จากข้อมูลศูนย์อินเทอร์เน็ตฯ พบเด็กไทยมีพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตกำลังเข้าขั้นวิกฤต มีการใช้เพื่อความบันเทิงเป็นอันดับ 1 ซึ่งปัจจุบันมีเยาวชนใช้อินเทอร์เน็ตอย่างน้อย 6 ล้านคน ใช้เฉลี่ยวันละ 3.8 ชั่วโมง ทั้งที่บ้าน โรงเรียน ขณะที่ประเทศอื่น เช่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และญี่ปุ่น เยาวชนใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษาเรียนรู้เป็นหลัก และมีพฤติกรรมเสี่ยงผ่านออนไลน์ ทวีความรุนแรงขึ้น เข้าถึงเว็บลามกได้เร็วกว่าปีที่ผ่านมาจากเดิม 25-30 วินาที เป็น 15-20 วินาที และใช้อินเทอร์เน็ต เพื่อหาหรือสลับคู่นอนนับแต้มสะสมผ่านเว็บบอร์ดสวิงกิ้ง ซึ่งกำลังเป็นที่นิยม รวมถึงการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อแกล้งเพื่อน ด้วยการโพสรูปและเบอร์ติดต่อไว้ที่เว็บต่างๆ โดยเจ้าตัวไม่รู้เรื่องหรือการให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ

แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
ความแตกต่างระหว่าง Virus, Worm, Spyware, Trojan, Malware
เมื่อ วันพฤหัสบดี 13 กันยายน 2007 - 09:39 ::: ผู้บันทึก: prweb ::: 9629 คนอ่าน

Computer

          Virus = แพร่เชื้อไปติดไฟล์อื่นๆในคอมพิวเตอร์โดยการแนบตัวมันเองเข้าไป มันไม่สามารถส่งตัวเองไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆได้ต้องอาศัยไฟล์พาหะ สิ่งที่มันทำคือสร้างความเสียหายให้กับไฟล์

          Worm = คัดลอกตัวเองและสามารถส่งตัวเองไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆได้อย่างอิสระ โดยอาศัยอีเมลล์หรือช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการ มักจะไม่แพร่เชื่อไปติดไฟล์อื่น สิ่งที่มันทำคือมักจะสร้างความเสียหายให้กับระบบเครือข่าย

          Trojan = ไม่แพร่เชื้อไปติดไฟล์อื่นๆ ไม่สามารถส่งตัวเองไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆได้ ต้องอาศัยการหลอกคนใช้ให้ดาวโหลดเอาไปใส่เครื่องเองหรือด้วยวิธีอื่นๆ สิ่งที่มันทำคือเปิดโอกาสให้ผู้ไม่ประสงค์ดีเข้ามาควบคุมเครื่องที่ติดเชื้อจากระยะไกล ซึ่งจะทำอะไรก็ได้ และโทรจันยังมีอีกหลายชนิด

           Spyware = ไม่แพร่เชื้อไปติดไฟล์อื่นๆ ไม่สามารถส่งตัวเองไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆได้ ต้องอาศัยการหลอกคนใช้ให้ดาวโหลดเอาไปใส่เครื่องเองหรืออาศัยช่องโหว่ของ web browser ในการติดตั้งตัวเองลงในเครื่องเหยื่อ สิ่งที่มันทำคือรบกวนและละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้

          Hybrid malware/Blended Threats = คือ malware ที่รวมความสามารถของ virus, worm, trojan, spyware เข้าไว้ด้วยกัน

          Phishing = เป็นเทคนิคการทำ social engineer โดยใช้อีเมลล์เพื่อหลอกให้เหยื่อเปิดเผยข้อมูลการทำธุรกรรมทางการเงินบนอินเตอร์เน็ต
เช่น บัตรเครดิตหรือพวก online bank account
 
        Zombie Network = เครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนมากๆ จากทั่วโลกที่ตกเป็นเหยื่อของ worm, trojan และ malware อย่างอื่น (compromised machine) ซึ่งจะถูก attacker/hacker ใช้เป็นฐานปฏิบัติการในการส่ง spam mail, phishing, DoS หรือเอาไว้เก็บไฟล์หรือซอฟแวร์ที่ผิดกฎหมาย

Malware ย่อมาจาก Malicious Software หมายถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทุกชนิดที่มีจุดประสงค์ร้ายต่อคอมพิวเตอร์และเครือข่าย หรือเป็นคำที่ใช้เรียกโปรแกรมที่มีจุดประสงค์ร้ายต่อระบบคอมพิวเตอร์ทุกชนิดแบบรวมๆ โปรแกรมพวกนี้ก็เช่น virus, worm, trojan, spyware, keylogger, hack tool, dialer, phishing, toolbar, BHO, etc

แต่เนื่องจาก virus คือ malware ชนิดแรกที่เกิดขึ้นบนโลกนี้และอยู่มานาน ดังนั้นโดยทั่วไปตามข่าวหรือบทความต่างๆที่ไม่เน้นไปในทางวิชาการมากเกินไป หรือเพื่อความง่าย ก็จะใช้คำว่า virus แทนคำว่า malware แต่ถ้าจะคิดถึงความจริงแล้วมันไม่ถูกต้อง malware แต่ละชนิดไม่เหมือนกัน


แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
พ.ร.บ.คอมพ์ใครได้ใครเสีย
เมื่อ วันจันทร์ 03 กันยายน 2007 - 11:32 ::: ผู้บันทึก: ict001 ::: 4948 คนอ่าน

Computer

พ.ร.บ.คอมพ์ใครได้ใครเสีย : เว็บโฮสติ้ง-เน็ตคาเฟ่เซ็ง ธุรกิจจัดเก็บข้อมูลยิ้ม
       ผู้บริหารไอเอสเอสพีสะท้อนมุมมองต่อพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550 เชื่อกระทบหนักกับธุรกิจเว็บโฮสติ้ง เจ้าของเว็บไซต์ และอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ แต่จะส่งดีกับธุรกิจการจัดเก็บข้อมูล แอปพลิเคชัน และนักกฎหมายที่เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์
       ดร.กนกวรรณ ว่องวัฒนะสิน CEO บริษัท อินเตอร์เนต โซลูชั่น แอนด์ เซอร์วิส โพรวายเดอร์ (ไอเอสเอสพี) และนายบัณฑิต ว่องวัฒนะสิน President บริษัท คอนเนค วัน ผู้ให้บริการเว็บไซต์ยูนี่ดอทคอม แสดงความเห็นเกี่ยวกับพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550 ว่า การประกาศใช้พ.ร.บ.ดังกล่าวอะไรที่เป็นข้อมูลผ่านระบบคอมพิวเตอร์ถือว่าเข้าข่ายหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต หรือไอเอสพี ผู้ให้บริการมือถือ รายการสดทางทีวีที่มีการส่งเอสเอ็มเอส ผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้ง เจ้าของเว็บไซต์ อินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ขณะที่ผู้ใช้บริการจะไม่ค่อยรู้สึกอะไรกับตรงนี้ แต่จะส่งผลกระทบโดยตรงกับผู้ให้บริการ ซึ่งบางรายยังไม่รู้ตัว และตื่นตัวกับเรื่องนี้
       เมื่อพ.ร.บ.มีผลบังคับใช้แล้วเชื่อว่ากระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีทีจะประกาศเป็นกฎกระทรวงที่อายัดเรื่องของข้อมูล และพยายามให้คำนิยามเกี่ยวกับคำว่าข้อมูลจราจรบนคอมพิวเตอร์ ซึ่งคาดว่าจะต้องมีการประกาศออกมาว่าผู้ให้บริการแต่ละอย่างต้องเตรียมอะไรบ้าง จากนั้นก็ให้เวลาผู้ประกอบการ 90 วันในการดำเนินการตามกฎ
       สำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นในส่วนของไอเอสพีจะเป็นลูกค้าทั่วไปที่ใช้แบบพรีเพด ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากกฎเกี่ยวกับการใช้งานใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนลูกค้าองค์กรก็จะเป็นทั้งผู้ใช้และผู้ให้บริการ เพราะต้องเก็บข้อมูลของผู้เข้ามาใช้เครือข่ายในองค์กร เนื่องจากต้องทำคอนเทนต์เอง ซึ่งต่อไปเชื่อว่าส่วนนี้ต้องมีการตีความด้วยว่าเป็นผู้ใช้แล้วต้องเป็นผู้ให้บริการด้วยหรือไม่
       แต่ธุรกิจที่ถูกกระทบหนักสุดคือผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้ง เจ้าของเว็บไซต์ และอินเทอร์เน็ตคาเฟ่  เพราะต้องบอกได้ว่าคนที่มาใช้เป็นใคร ใช้เมื่อไหร่ ออกเมื่อไหร่ ทั้งนี้ เฉพาะผู้ประกอบการเน็ตคาเฟ่ที่อยู่ทั่วประเทศขณะนี้ประมาณหมื่นกว่าร้าน ซึ่งผู้ให้บริการเหล่านี้ต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในการที่จะต้องเก็บข้อมูล นอกจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังจะทำให้เว็บไซน์ในไทยเกิดยาก เพราะแต่ละผู้ให้บริการต้องจัดเก็บข้อมูลจำนวนมาก โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีความซับซ้อนต้นทุนก็สูงอยู่แล้ว ระบบการจัดเก็บข้อมูลหรือสตอเรจก็จะสูงด้วย
       นอกจากภาระต้นทุนแล้วยังต้องรับผิดชอบเพิ่มขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการหนีไม่พ้นแน่นอน เพราะเป็นกฎหมายออกมาแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ภาครัฐน่าจะมีการส่งเสริมให้ส่วนของอี-คอมเมิร์ซ เพราะต่อไปผู้ที่ใช้ข้อมูลบนเน็ต ถ้าไม่ทำอะไรผิดก็ไม่ต้องห่วงในการซื้อสินค้าผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ แต่การส่งเสริมตรงนี้ต้องมีการปรับปรุงข้อมูลส่วนกลางด้วย อย่างบัตรประจำตัวประชาชน ถ้ามีข้อมูลส่วนกลางก็สามารถสอบถามจากกรมทะเบียนราษฎร์ได้
       ผู้บริการไอเอสเอสพีมองถึงผลดีเกี่ยวกับพ.ร.บ.ใหม่นี้ว่า จะส่งผลดีเกี่ยวกับการเตือนผู้ใช้ข้อมูล อย่างแฮกเกอร์จะได้รู้ว่ามีโทษทั้งจำทั้งปรับ จากเดิมไม่มีความชัดเจน แต่พ.ร.บ.นี้ระบุชัดเจนว่า การบุกรุกคอมพิวเตอร์คนอื่นแม้จะไม่ได้เกิดความเสียหายก็ถือว่าผิดแล้ว จากเดิมที่ไม่ผิด หรือการส่งข้อมูลอย่างเมลขยะหรือสแปมรบกวนคนอื่น ก็มีโทษปรับไม่เกินแสนบาท
       ในเชิงธุรกิจดร.กนกวรรณมองว่า ที่แน่ๆ คือธุรกิจเกี่ยวกับการให้บริการแอปพลิเคชันเพราะต้องนำไปใช้กับเรื่องการจัดเก็บข้อมูล นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจเกี่ยวกับสตอเรจ เพราะต้องมีการจัดเก็บข้อมูลมากขึ้น รวมถึงธุรกิจบริการด้านกฎหมายที่ต้องการบุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ แต่ถ้าจะให้เห็นธุรกิจที่เป็นตัวเป็นตนอย่างชัดเจนต้องรอสักระยะก่อน
       สำหรับการเตรียมตัวของไอเอสเอสพีกับยูนี่ดอทคอมเพื่อรองรับพ.ร.บ.นี้คือ ยูนี่ต้องเก็บชื่อ ที่อยู่ วันเวลาที่เข้า ทรานแซกชันเป็นอย่างไร รวมถึงเวลาออกด้วย ส่วนแผนที่วางไว้ขั้นต้นคือผู้ที่ใช้ลิงค์ไม่เกิน 1 เมกะไบต์ทางไอเอสเอสพีจะจัดเก็บให้ หากมากกว่านี้ลูกค้าต้องจัดเก็บเอง เนื่องจากมีเรื่องของต้นทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง


แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
เลือกซื้อ Notebook อย่างไรให้คุ้มค่าและเหมาะสม
เมื่อ วันจันทร์ 03 กันยายน 2007 - 08:30 ::: ผู้บันทึก: prweb ::: 5938 คนอ่าน

Computer

จุดเด่นของโน้ตบุ๊กถูกออกแบบให้มีอุปกรณ์ต่างๆ เชื่อมต่อกันทั้งหมด จึงมีขนาดเล็กและเบากว่าเครื่องเดสก์ทอปมาก ทั้งยังสามารถใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ได้ เราจึงสามารถนำโน้ตบุ๊กไปใช้งานในที่ต่างๆได้อย่างไรขีดจำกัด

เมื่อก่อนนี้โน้ตบุ๊กเป็นอุปกรณ์ที่มีราคาสูง เมื่อเทียบกับเครื่องเดสก์ทอปทั่วไป แต่ด้วยการพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงานที่สูงขึ้นและราคาโน้ตบุ๊กที่ลดลงเมื่อเทียบกับในอดีต เดี๋ยวนี้มีเงินเพียง 3 - 4หมื่นบาทก็ซื้อโน้ตบุ๊กมาใช้ได้แล้ว แถมมีผ่อนปลอดดอกเบี้ยอีก จึงไม่น่าแปลกในเลยที่คนไทยหันมานิยมใช้โน้ตบุ๊กกันอย่างมหาศาลสำหรับหรับเป็นสำนักงานเคลื่อนที่ไปทุกหนทุกแห่ง หลายคนซื้อโน้ตบุ๊กเป็นคอมพิวเตอร์ตัวที่สองของบ้าน

จุดเด่นของโน้ตบุ๊กถูกออกแบบให้มีอุปกรณ์ต่างๆ เชื่อมต่อกันทั้งหมด จึงมีขนาดเล็กและเบากว่าเครื่องเดสก์ทอปมาก ทั้งยังสามารถใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ได้ เราจึงสามารถนำโน้ตบุ๊กไปใช้งานในที่ต่างๆ ได้อย่างไรขีดจำกัดในเรื่องสถานที่ งานจึงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตามที่ต้องการ โน้ตบุ๊กยังมีรูปลักษณ์ที่ดูหรูหราและทันสมัยช่วยเสริมสร้างให้ผู้ใช้ดูเป็นมืออาชีพและน่าเชื่อถือ โน้ตบุ๊กจึงถูกนำไปใช้ร่วมกับงานที่สำคัญๆ และการพรีเซนท์งานต่อลูกค้า

 1. ซีพียู อุปกรณ์ซีพียูเป็นหัวใจสำคัญของเจ้าเครื่องสมองกลเหล่านี้ ซึ่งปัจจุบันมีมากมายหลายยี่ห้อด้วยกัน แต่ที่นิยมมากที่สุดในกลุ่มผู้ผลิตโน้ตบุ๊ก คือ อินเทล เนื่องจากเป็นที่ยอมรับของผู้ใช้จำนวนมาก มีจุดเด่นในด้านการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูง มีเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน เช่น Speed Step หรือ Deeper Sleep ไม่มีปัญหาจุกจิกมากนัก เช่น ความร้อนหรือเครื่องแฮงค์บ่อย ซีพียูของอินเทลมีหลายระดับตั้งแต่ราคาประหยัด คือ Celeron และซีพียูที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น Pentium III, Pentium 4 และ Pentium III - M, Pentium 4 – M รองมาจากอินเทล แล้วคงหนีไม่พ้นเอเอ็มดี ซีพียูของค่ายนี้ได้รับความนิยมและมีประสิทธิภาพไม่เป็นรองใคร ประกอบกับมีราคาที่ต่ำกว่า จึงสามารถยึดตลาดโน้ตบุ๊กราคาประหยัดไปได้บ้างแล้ว เช่น ซีพียูราคาประหยัดอย่าง Duron และซีพียูประสิทธิภาพสูงในราคาที่เหมาะสม เช่น Athlon 4 และ Athlon XP โมบาย แต่ถ้าคุณมองหาซีพียูที่มีลูกเล่น มีจุดเด่นตรงที่ขนาดเล็กและแถมมีราคาต่ำ Transmeta คือ คำตอบที่คุณต้องการ และยี่ห้อนี้ยังได้รับความนิยมในตลาดโน้ตบุ๊ก ราคาประหยัดอยู่พอสมควร นอกจากนี้บางท่านอาจเคยได้เห็นซีพียูอีกยี่ห้อหนึ่ง คือ VIA

2. แรม ปัจจุบันควรเลือกโน้ตบุ๊กที่ใช้แรมขนาด 128 MB ขึ้นไป ไม่ควรเลือกโน้ตบุ๊กที่ใช้แรมเพียง 64 MB เพราะจะไม่สามารถรองรับโปรแกรมใหม่ได้ดีนัก ยิ่งถ้านำไปใช้กับ Window XP แรมขนาด 64 MB จะทำให้การทำงานต่างๆช้าลงมาก โน้ตบุ๊กรุ่นไหนมีแรมติดตั้งมาให้มากเท่าไรก็ยิ่งดี เพราะจะช่วยให้ระบบทำงานได้อย่างราบรื่นและมีเสถียรภาพ ยิ่งถ้าต้องใช้งานด้านกราฟิกหรือเปิดหลายๆโปรแกรมพร้อมกัน แรมยิ่งมากการทำงานต่างๆก็จะรวดเร็วมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

3. ฮาร์ดดิสก์ ฮาร์ดดิสก์ที่ใช้กับโน้ตบุ๊กมีขนาดเล็กและมีความเร็วรอบช้ากว่าฮาร์ดดิสก์ที่ใช้ในเครื่องเดสก์ทอปทั่วไป ขนาดความจุของฮาร์ดดิสก์ที่เหมาะสมสำหรับโน้ตบุ๊กควรมีขนาดตั้งแต่ 20 GB ขึ้นไป แต่สำหรับผู้ที่เน้นงานด้านกราฟิก เกมและมัลติมีเดีย ควรพิจารณาความจุที่ 40 GB ขึ้นไป

4. จอภาพ เป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งของโน้ตบุ๊ก เพราะสายตาของผู้ใช้ต้องเพ่งมองที่จอภาพตลอดเวลา การเลือกจอภาพที่ดี คมชัดและเหมาะสมจะช่วยถนอมสายตาอันมีค่าของคุณ จอภาพโน้ตบุ๊กใช้เทคโนโลยีชั้นสูงที่เรียกกันว่า จอ LCD (Liquid Crystal Display) ซึ่งมีความโดดเด่นกว่าจอภาพแบบ CRT ที่ใช้กับเดสก์ทอปในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความบางและเบากว่า มีความแม่นยำในการแสดงผลสูง ภาพที่ได้นิ่งและชัดเจน ไม่มีรังสีสะท้อนออกมาทำลายสายตาเราอีกด้วย จอภาพแบบนี้จึงมีราคาสูงมาก โดยสามารถแบ่งจอภาพได้ 2 แบบคือ

  • แบบ Passive – Matrix มี 2 ชนิด คือ DSTN (Double Layer Super Twist Nematic) และ HPA (High Performance Addressing) จอประเภทนี้ราคาถูก แต่การแสดงผลไม่ดีนัก ไม่เหมาะสำหรับงานที่ต้องเพ่งสายตานาน

  • แบบ Active – Matrix หรือ TFT (Thin Film Transistor) เป็นจอภาพมาตรฐานด้วย มีข้อดีมากมากไม่ว่าจะเป็นอัตราการแสดงผลที่ดีเยี่ยม ให้ความสว่างของภาพ ช่วยถนอมสายตาก จอ TFT นี้ยังแบ่งความละเอียดออกไปอีก 4 ระดับ คือ แบบ SVGA (800 x 600), XGS (1024 x 768), SXGA (1400 x 1050) และ UltraXGA (1600 x 1200)

ดังนั้นผู้ใช้ควรเลือกซื้อโน้ตบุ๊กที่ใช้จอภาพแบบ TFT เท่านั้น ส่วนความละเอียดของจอภาพนั้นควรพิจารณาการใช้งาน เช่น งานทั่วไปอาจใช้ความละเอียด XGA TFT และความกว้าง 13.3 นิ้วก็พอแล้ว แต่หากเป็นงานด้านกราฟิก งานออกแบบ เกมเมอร์หรือคอหนังที่ต้องการความคมชัดของภาพสูง ความละเอียดอยู่ในระดับ SXGA TFT และ UltraXGA ความกว้างขนาด 14.1 ขึ้นไปถึง 16.1 นิ้ว แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณในกระเป๋าของผู้ใช้ด้วย
สิ่งสำคัญสุดท้ายที่ต้องตรวจสอบจอภาพของโน้ตบุ๊กคือ จุด Dead Pixel ที่เป็นจุดสีแดงหรือ สีขาวที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ ตรวจสอบโดยปรับแสงของจอภาพให้มืดสนิทหรือเข้าไปที่โหมดดอสก็ได้ และลองสังเกตว่ามีจุด Dead Pixel ปรากฏอยู่หรือไม่ หากพบว่ามีแม้เพียงจุดสองจุดก็ไม่ควรตัดสินใจซื้อเพราะหากใช้ไปนานๆ จุด Dead Pixel เพียงเล็กน้อยอาจมีโอกาสลุกลามมากขึ้นได้

5. ชิปกราฟิก ผู้ควรพิจารณาเลือกซื้อจากการนำไปใช้งาน เช่น ในงานกราฟิก เล่นเกม 3D หรือชมภาพยนตร์จาก DVD จะต้องเลือกชิปกราฟิกที่เป็นชนิดอะแดปเตอร์การ์ดอย่าง Ati ในตระกูล Mobility หรือ nVIDIA Geforce เท่านั้นเพราะจะรองรับงานประเภทนี้ได้เป็นอย่างดี แต่จะทำให้โน้ตบุ๊ก มีราคาแพง สำหรับผู้ที่ไม่จำเป็นต้องใช้งานที่มีการประมวลภาพ 3D มากนักและมีงบประมาณจำกัด ชิปกราฟิกที่รวมอยู่ในเมนบอร์ดสามารถรองรับงานทั่วไปได้เป็นอย่างดีและคุ้มค่ากว่ามาก เพียงแต่ควรเลือกชิปกราฟิกที่มีหน่วยความจำ VRAM มากๆ โดยส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 8 – 16 MB

6. ระบบเสียง ด้วยปัจจุบันผู้ใช้ความนิยมไฟล์เพลง MP3 เพิ่มสูงขึ้น ทำให้โน้ตบุ๊กรุ่นใหม่ๆจะต้องมีระบบเสียงที่เป็นสเตอริโอมากขึ้น บางรุ่นก็สามารถเปิดเพลง MP3 ฟังได้โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเครื่องเลย บางรุ่นก็จะใช้ลำโพงที่มีคุณภาพสูงเข้าไปด้วย ตำแหน่งของลำโพงที่ดีควรหันออกมาด้านหน้าเพื่อให้เสียงพุ่งตรงมายังผู้ใช้ ควรหลีกเลี่ยงการวางลำโพงบริเวณมือเพราะจะทำให้เสียงที่ได้ไม่ชัด

7. คีย์บอร์ด เป็นอุปกรณ์ที่เราต้องสัมผัสกับมันตลอดเวลา คีย์บอร์ดของโน้ตบุ๊กที่ถูกออกแบบมาอย่างดีจึงจะช่วยให้เราสามารถใช้งานได้อย่างราบรื่น ไม่หงุดหงิดเวลาพิมพ์ผิด พิมพ์ถูกหรือหาปุ่มกดที่ต้องการไม่เจอ โดยเราควรทดลองสัมผัสด้วยตนเองก่อน เพื่อให้ได้คีย์บอร์ดที่ถูกมือเรามากที่สุด

8. เมาส์ โน้ตบุ๊กในปัจจุบันมีเมาส์ 2 แบบคือ

  • แบบทัชแพด (Touch Pad) เมาส์แบบนี้ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะถูกออกแบบมาให้ผู้ใช้สามารถควบคุมได้อย่างสบายๆและเป็นธรรมชาติมากที่สุด มีลักษณะเป็นกรอบสี่เหลี่ยมเล็กๆ ใช้นิ้วเลื่อนไปมาในกรอบสี่เหลี่ยมเพื่อควบคุมเคอร์เซอร์ หากต้องการคลิกที่ปุ่มหรือไอคอนใดก็ให้ใช้นิ้วเคาะที่ทัชแพดได้เลย

  • แบบบอลพอยต์ (Ball Point) จะนิยมใช้กับโน้ตบุ๊กยี่ห้อ IBM มากที่สุด ลักษณะเป็นแท่งเล็กๆ อยู่ตรงกึ่งกลางคีย์บอร์ด โดยใช้นิ้วโยกปุ่มเพื่อควบคุมเคอร์เซอร์ให่ไปตามทิศทางที่ต้องการ หากต้องการคลิกให้ใช้นิ้วโป้งคลิกปุ่มซ้าย-ขวาบริเวณด้านล่างคีย์บอร์ด

โน้ตบุ๊กหลายยี่ห้อนิยมใช้แบบทัชแพดมากกว่าเพราะควบคุมได้ง่าย ใช้เวลาฝึกให้สามารถใช้งานได้คล่องไม่นานนัก หากเป็นแบบบอลพอยต์จะควบคุมลำบากเพราะต้องกะน้ำหนักเวลาโยกให้ดี

9. ไดร์ฟ ไดรฟ์มาตรฐานที่ติดตั้งมากับโน้ตบุ๊กในปัจจุบันควรจะมีไดร์ฟ CD-ROM และ ฟล็อบปี้ไดร์ฟมาให้เป็นอย่างน้อย หรืออาจเป็นไดร์ฟ CD-RW ก็ได้ ในการเลือกซื้อโน้ตบุ๊กที่มีไดร์ฟ CD-ROM ติดตั้งมานั้นทำให้ค่อนข้างมั่นใจได้ว่าไดร์ฟนั้นเป็นของแท้ ทำให้มีประสิทธิภาพในการทำงานดีและทนทานกว่าไดร์ฟแบบโนเนม หากซื้อไดร์ฟแบบภาพนอกหรือแบบ Bay ที่ไม่ค่อยได้มาตรฐาน จะมีคุณภาพต่ำไม่ทนทานนัก หัวอ่านจะเสื่อมเร็วกว่าปกติ หากจำเป็นต้องซื้อไดร์ฟภายนอก ควรเลือกซื้อไดร์ฟที่ใช้พอร์ตแบบ PCMCIA จะสะดวกกว่าแบบพอร์ต USB ที่ต้องใช้หม้อแปลงช่วย

10. โมเด็มและการ์ดแลน โน้ตบุ๊กส่วนใหญ่จะมีโมเด็มและการ์ดแลนมาให้เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว จึงเลือกไม่ยาก แต่สำหรับผู้ที่ต้องเลือกซื้อการ์ดแลนนั้นควรคำนึงถึงการใช้งานร่วมกับฮับในระบบเครือข่ายด้วย ดังนั้นเพื่อเป็นการตัดปัญหาจึงควรเลือกซื้อการ์ดแลนชนิด 10/100 Mbps เท่านั้น เพราะสามารถใช้งานร่วมกับ 10 Mbps หรือ 100 Mbps ได้อย่างไร้ปัญหา

11. รูปทรงและน้ำหนัก ด้วยเราจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายโน้ตบุ๊กไปยังสถานที่ต่างๆอยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งรูปทรงของโน้ตบุ๊กก็ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้และดูเป็นมืออาชีพมากขึ้น ดังนั้นรูปทรงควรจะเป็นแบบเรียบๆ แต่ดูดี สวยงาม บางเบา น้ำหนักของโน้ตบุ๊กนั้นควรหนักประมาณ 1.7 – 2.5 กิโลกรัม ทำให้สามารถหอบหิ้วไปไหนมาไหนได้ไม่ลำบาก ข้อให้คุณเลือกโน้ตบุ๊กได้ตรงใจ…สบายกระเป๋า ไม่ต้องมาปวดหัวทีหลัง เพราะเลือกโน้ตบุ๊กดีมีชัยไปกว่าครึ่ง


แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
ญี่ปุ่นเปิดแผนพัฒนาเครือข่ายใหม่แทนอินเทอร์เน็ต
เมื่อ วันอาทิตย์ 02 กันยายน 2007 - 08:05 ::: ผู้บันทึก: ict001 ::: 3702 คนอ่าน

Computerตัวแทนรัฐบาลแดนปลาดิบเปิดเผยว่า ประเทศญี่ปุ่นมีแผนเริ่มต้นการวิจัยเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีเครือข่ายใหม่สำหรับนำมาใช้แทนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจริง ตามรอยสหรัฐฯและกลุ่มประเทศยุโรปที่เคยประกาศโครงการทำนองนี้มาก่อนหน้านี้ บนความหวังว่าเครือข่ายใหม่จะช่วยแก้ปัญหาข้อจำกัดและการไร้ความปลอดภัยของอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องได้

โยชิฮิโร โอนิชิ (Yoshihiro Onishi) ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการสื่อสารประเทศญี่ปุ่นคือผู้เปิดเผยถึงโครงการดังกล่าว โดยระบุว่า แผนพัฒนานี้จัดทำขึ้นเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของญี่ปุ่นไว้ และเชื่อว่าการเปลี่ยนไปใช้ระบบเครือข่ายข้อมูลใหม่จะกลายเป็นเรื่องจำเป็นภายในปี 2020

"อินเทอร์เน็ตกำลังจะถึงจุดอิ่มตัว เราจึงคิดว่าการวิจัยเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในขณะนี้"

ที่โอนิชิระบุว่าแผนพัฒนานี้จัดทำขึ้นเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของญี่ปุ่นนั้น มีมูลเหตุมาจากการประกาศแผนพัฒนาของนักวิจัยชาวอเมริกันและกลุ่มประเทศยุโรป ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการเริ่มต้นศึกษาหนทางรื้อฐานสถาปัตยกรรมอินเทอร์เน็ตขึ้นมาสร้างใหม่อีกครั้ง โดยในอนาคตหากมีการเปลี่ยนแปลงสถาปัตยกรรมอินเทอร์เน็ตจริง แน่นอนว่ากาลอวสานของเทคโนโลยีอุปกรณ์เครือข่ายและซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ที่ใช้ในปัจจุบันจะมาถึง จุดนี้หากญี่ปุ่นสามารถเกาะกระแสคลื่นเทคโนโลยีใหม่ที่จะเข้ามาแทนที่ได้ก่อนใคร ศักยภาพในการแข่งขันของญี่ปุ่นก็จะแข็งแกร่งกว่า

ส่วนคำว่าอินเทอร์เน็ตกำลังจะถึงจุดอิ่มตัวที่โอนิชิกล่าวถึงนั้น เป็นไปทิศทางเดียวกับแนวคิดของนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากที่มองว่าเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจะไม่สามารถสามารถรองรับกองทัพอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพาเช่น คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก หรือโทรศัพท์มือถือ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้ในอนาคต นอกจากนี้ยังมีภัยโจรออนไลน์และอีเมลขยะที่เพิ่มจำนวนและพลิกแพลงพัฒนากลยุทธ์จนยากต่อการปราบปราม ทั้งหมดส่งให้กระแสการสรรหาเครือข่ายมาใช้แทนอินเทอร์เน็ตได้รับความสนใจในวงกว้าง

โอนิชิให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวสำนักข่าวเอพีว่า กระทรวงกำลังดำเนินการสรรหาเพื่อจัดตั้งหน่วยงานวิจัยเฉพาะกิจขึ้นในช่วงไตรมาสสามของปีหน้า มีกำหนดการของบประมาณในปีการเงินที่จะเริ่มในวันที่ 1 เดือนเมษายน โดยโอนิชิระบุเพียงว่าเม็ดเงินงบประมาณเบื้องต้นนั้นถูกอนุมัติเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่เปิดเผยตัวเลขจำนวนเงินใดๆ

โอนิชิกล่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่ญี่ปุ่นจะร่วมมือกับนานาชาติในการพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกัน โดยจุดหลักของการพัฒนาคือการอุดรูรั่วที่มีในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเดิม เช่น การสร้างเครือข่ายข้อมูลที่ใช้พลังงานต่ำ การขยายขนาดเครือข่ายเพื่อให้สามารถรองรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพาจำนวนมหาศาลในอนาคต และการสร้างเครือข่ายความปลอดภัยสูงเพื่อฆ่าตัดตอนนักส่งอีเมลขยะและโจรขโมยข้อมูล

จริงอยู่ที่เครือข่ายข้อมูลใหม่ถูกมองว่าคือเรื่องจำเป็นที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน แต่สำหรับวิธีการพัฒนานั้นยังไม่มีสำนักใดออกมายืนยันแน่ชัด โดยนักวิจัยบางรายเชื่อว่าเครือข่ายข้อมูลใหม่จะสามารถทำงานควบคู่หรือขนานไปกับโลกอินเทอร์เน็ตเดิมได้ บางรายมองว่าเครือข่ายใหม่ควรถูกนำมาใช้ทดแทนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแบบเต็มรูปแบบ ขณะที่หลายความเห็นมองว่าการวิจัยสามารถทำได้บนโครงข่ายข้อมูลที่มีอยู่เดิม

สำนักข่าวเอพีรายงานความคืบหน้าในการพัฒนาของฝั่งยักษ์ใหญ่ลุงแซมอย่างสหรัฐฯว่ายังคงอยู่ในช่วงแรกเริ่มของการพัฒนา โดยเชื่อว่าการพัฒนาจะต้องกินระยะเวลาไปถึงช่วง 10 ถึง 15 ปีข้างหน้า สำหรับงบประมาณพัฒนาโครงการเชื่อว่าจะได้รับการอนุมัติจากวุฒิสภาสหรัฐฯในไม่กี่เดือนข้างหน้า

แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
เด็กเก่งคอมฯ กับเด็กติดเกมฯ ต่างกันตรงไหน?
เมื่อ วันพุธ 29 สิงหาคม 2007 - 16:16 ::: ผู้บันทึก: ict001 ::: 5153 คนอ่าน

Computer


            ปัญหาเด็กติดเกมหรือหมกมุ่นอยู่กับการ chat ผ่านทางอินเทอร์เน็ตเริ่มสร้างปัญหาให้กับครอบครัวและสังคมไทยมากขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากโรงเรียน คลินิกเด็กของโรงพยาบาลหลายๆ แห่ง ที่เต็มไปด้วยผู้ปกครองมายื่นรอเข้าคิวเพื่อขอคำแนะนำในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ไม่เว้นแต่ละวัน ซึ่งปัญหาที่พบก็มีมากบ้างน้อยมากตามระยะเวลาที่เล่น แต่ล้วนเป็นปัญหาที่น่าขบคิดเป็นอย่างยิ่ง

            ปัญหาอยู่ตรงไหนแน่

            สาเหตุหนึ่งก็คือ ความต้องการที่จะพัฒนาความสามารถทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศ ให้กับเด็กๆ ที่เป็นอนาคตของชาติซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่สิ่งที่ผิดก็คือ เราเกิดไปเข้าใจแบบผิดๆ ว่าการส่งเสริมให้เด็กได้ “เล่น” กับคอมพิวเตอร์ คือ วิธีพัฒนาเรื่องนี้

           ความเข้าใจผิดตรงนี้ก็ทำให้ครูและพ่อแม่ส่วนหนึ่งพยายามให้ลูกได้ “เล่น” คอมพิวเตอร์ผ่านเกม ผ่านการท่องอินเทอร์เน็ตโดยผู้ใหญ่ไม่สนใจรายละเอียดของสิ่งที่ลูก “เล่น” ต่างคิดว่านี่คือการเรียนรู้ที่สำคัญ คือทักษะที่จำเป็น เมื่อเด็กๆ มีทักษะเหล่านี้และมักจะส่งผลให้พวกเขามีความสามารถ มีความเก่งทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถที่จะแข่งขันกับใครๆ ก็ได้

            ความเข้าใจผิดเช่นนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะว่าการได้เล่นหรือได้สัมผัสกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป แม้จะเก่งกาจแค่ไหนเราก็เป็นได้แค่ผู้ใช้หรือผู้บริโภคโปรแกรมที่เขาผลิตมาขายให้เราแค่นั้นเอง เราไม่สามารถที่จะก้าวไปสู่การเป็นผู้ผลิตที่สามารถแข่งขันกับคนอื่นๆ ได้ด้วยพื้นฐานเพียงแค่การเป็นผู้ใช้หรือผู้บริโภคโปรแกรมที่ชำนาญเท่านั้น เพราะการที่จะเป็นคนเก่งเรื่องคอมพิวเตอร์หรือเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างแท้จริงนั้นพื้นฐานที่สำคัญอยู่ที่ความสามารถทางด้านคณิตศาสตร์

            อยากให้ผู้อ่านศึกษากรณีของประเทศอินเดียดูสักนิด หลายปีก่อนมีการสำรวจความสามารถทางคณิตศาสตร์ของคนอินเดียพบว่า ผู้คนทางแถบภาคใต้ของอินเดียมีคนที่เก่งคณิตศาสตร์ในสัดส่วนที่สูงกว่าคนในแถบอื่นๆ ขอวงประเทศ

            แน่นอนครับ Srinivasa Ramanujan สุดยอดอัจฉริยะทางคณิตศาสตร์ของโลกก็มีพื้นเพอยู่ทางภาคใต้ของอินเดียนี่เอง นี่คือคำตอบว่าทำไมเขาถึงเลือกเมืองบังกาลอร์ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอินเดียให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศของเขา จากพื้นฐานความสามารถของคนในแถบนี้ อินเดียใช้เวลาเพียงไม่ถึง 20 ปี พัฒนาบังกาลอร์จนกลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศของโลกไปเรียบร้อยแล้ว

            และไม่กี่ปีมานี้เอง Bill Gates เจ้าพ่อแห่ง Microsoft ได้บริจาคเงินจำนวนกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้กับรัฐบาลอินเดียเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาโรคเอดส์ จนองค์การอนามัยโลกสำนักงานประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงนิวเดลีต้องถามว่าทำไมจึงต้องบริจาคมากมายถึงปานนั้น

            สิ่งที่ Bill Gates ตอบก็คือ ไมโครซอฟท์จะไม่มีวันนี้เลยหากไม่มีวิศวกรคอมพิวเตอร์และโปรแกรมเมอร์ผู้เก่งกาจจากอินเดียเรียกได้ว่าไมโครซอฟท์เป็นหนี้บุญคุณของคนเก่งชาวอินเดีย

            และก็ไม่ต้องตกใจนะครับถ้าพบว่าพนักงานไมโครซอฟท์เกินครึ่งเป็นคนอินเดีย ประเทศอินเดียพัฒนาความสามารถด้านเทคโนโลยีสารสนเทศให้คนของเขาจากพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ครับ ไม่ใช่ส่งเสริมให้คนของเขาเล่นเกมคอมพิวเตอร์

            เกมคอมพิวเตอร์ให้โทษมากกว่าคุณ

            เมื่อไม่นานมานี้ นักวิจัยสหรัฐฯ กลุ่มหนึ่งได้ทำการศึกษาเด็กชั้นประถมและมัธยมของเขาที่เล่นเกมคอมพิวเตอร์ พบว่าเกมทุกเกมที่ผลิตออกมาขายจะมีการออกแบบเกมให้มีความท้าทาย น่าสนใจ น่าติดตาม และสุดท้ายเด็กที่ชอบเล่นเกมส่วนใหญ่ก็จะติดเกมไม่ว่าจะเป็นเกมที่บอกว่าเป็นเกมสร้างสรรค์หรือเกมประเภทที่เต็มไปด้วยความรุนแรง สรุปได้ว่า ไม่ว่าเด็กจะเล่นเกมแบบไหนก็มีโอกาสติดได้ทั้งนั้น

            และเมื่อศึกษาลึกลงไปอีกเขาก็พบว่า ทั้งเกมสร้างสรรค์และเกมรุนแรงต่างก็ทำให้การเรียนของเด็กที่ติดเกมแย่ลง ทำให้เด็กมีสังคมแคบลง แยกตัว ไม่มีเพื่อน แต่เกมที่เต็มไปด้วยความรุนแรงจะน่ากลัวกว่าตรงที่มันทำให้เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้นชอบเถียงครู ชอบใช้กำลัง มีความคิดว่าการใช้ความรุนแรงคือความถูกต้องชอบธัรรมและเป็นทางออกของการแก้ไขปัญหา

            สำหรับบ้านเรายังไม่มีการศึกษาที่ลึกแบบนี้ มีแค่การศึกษาถึงความชุกของปัญหา ซึ่งพบว่าบ้านเราก็กำลังเผชิญกับปัญหานี้ไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเด็กติดเกม เด็กที่มีปัญหาการเรียนจากปัญหาติดเกม รวมทั้งการหนีเรียนไปเล่นเกม ถึงแม้จะยังไม่มีข้อมูลผลกระทบต่างๆ แบบของสหรัฐอเมริกาก็ไม่ได้แปลว่าบ้านเราจะไม่มีปัญหาแบบของเขา เพราะไม่ว่าเกมประเภทฆ่าฟันกันอย่างไร้กฎเกณฑ์ ไร้ศีลธรรม เกมลามกทุกรูปแบบที่เด็กอเมริกันได้สัมผัส ลูกหลานของเราก็สามารถที่จะสัมผัสได้ไม่ต่างกัน จะไปซื้อแผ่นเกมมาเล่น ไปเล่นตามร้าน หรือเล่นออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ตลูกหลานของเราทำได้ทั้งนั้น

            พ่อแม่ ครู ผู้ปกครอง ต้องตื่นตัวและมีมุมมองใหม่

            การที่เราอยากจะพัฒนาความสามารถของลูกหลานในเรื่องคอมพิวเตอร์หรือเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่เราต้องมีวิธีที่ถูกต้อง การให้เด็กเล่นเกมแล้วคิดว่ามันจะช่วยให้ลูกหลานเราเก่งเป็นความเข้าใจผิด ภายในเกมคอมพิวเตอร์ ภายในเว็บไซต์ต่างๆ ที่เด็กของเราท่องไป มันมีหลุมพรางมากมายที่จะดักล่อให้ลูกหลานของเราไปติดกับ

            เพราะฉะนั้น เราต้องทำความเข้าใจกับเรื่องนี้ใหม่ ต้องคอยดูแลลูกหลานของเราอย่างใกล้ชิด หากเราใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการค้นคว้าและเพื่อการเรียนรู้ นั่นคือ สิ่งที่เราต้องสนับสนุน แต่หากเขาใช้เพื่อเล่นเกมหรือเพื่อการเข้าไปข้องแวะกับเว็บไซต์ที่อาจจะเป็นอันตรายกับเขา เราต้องพูดคุยและตักเตือน

            นอกจากนี้ การดูแลและควบคุมเวลาการใช้คอมพิวเตอร์ให้เหมาะสมก็จำเป็นเพื่อป้องกันการติด เพราะเมื่อไรพวกเขาติดเกมหรือติดคอมพิวเตอร์แล้ว การแก้ไขมันยากมากทีเดียว


แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
จอภาพสั่น ๆ หรือกระพริบอยู่ตลอดเวลา ทำงานแล้วรู้สึกปวดตาจะแก้ปัญหาอย่างไรดี ??
เมื่อ วันจันทร์ 20 สิงหาคม 2007 - 13:15 ::: ผู้บันทึก: ict002 ::: 8227 คนอ่าน

Computerปัญหานี้เกิดจากคุณไม่ได้เข้าไปปรับอัตรา Refresh Rate ของจอภาพใน Windows ครับ

อ่านต่อไป (922 ตัวพิมพ์) แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
ย้อนกลับ < เลือกหน้า3 4 5 6 7 8 9 10 11 12  > ต่อไป : หัวข้อหลัก


Web site กระทรวงสาธารณสุขสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สาขาเขตพื้นที่ (พิษณุโลก) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย

โรงพยาบาลศรีสังวรสุโขทัย ต.คลองตาล อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย 64120 โทร 055-682030-42
อุบัติเหตุ ฉุกเฉิน แจ้ง หน่วยกู้ชีพศรีสังวร โทร 1669 หรือ 055-681331

Powered by the AutoTheme HTML Theme System
Page created in 0.244377 Seconds