ยินดีต้อนรับ ผู้เยี่ยมชม โรงพยาบาลศรีสังวรสุโขทัย

Login

 
 ชื่อเรียก
 รหัสผ่าน
 จำชื่อและรหัสผ่าน

หน่วยงาน

 

แบบฟอร์มต่าง ๆ ของ รพ.
 แบบฟอร์มต่าง ๆ ของ รพ.

กิจกรรมคุณภาพ
 กิจกรรม 5ส.

ศูนย์ ICT
 ข้อมูลการสแกนลายนิ้วมือ (หน่วยงาน)
 ข้อมูลการสแกนลายนิ้วมือ (รายคน)
 ระบบคำขอออนไลน์
 แจ้งปัญหาระบบคอมพิวเตอร์

กลุ่มภารกิจอำนวยการ
 ระเบียบ/คำสั่ง

กลุ่มงานทรัพยากรบุคคล
 ข่าว/ประกาศรับสมัครงาน
 ข่าว/ประกาศการย้าย
 ข้อมูลบุคลากรรายบุคคล NonHR
 ระเบียบ/คำสั่ง
 แบบฟอร์มเลื่อนระดับ
 แบบฟอร์มอื่น ๆ

กลุ่มงานพัฒนาทรัพยากรบุคคล
 ข้อมูลอัตราพัฒนาบุคลากร

กลุ่มงานยุทธศาสตร์และแผนงานโครงการ
 แผนการลงทุนและการจัดซื้อจัดจ้าง
 บัญชีครุภัณฑ์การแพทย์ ครุภัณฑ์อื่นและสิ่งก่อสร้าง
 แผนพัสดุครุภัณฑ์ประจำปี
 แผน CUP อ.ศรีสำโรง
 Form Template สำหรับเสนอข่าวสารโรงพยาบาล

กลุ่มงานเภสัชกรรม
 แนวทางการปฏิบัติงาน

กลุ่มการพยาบาล
 ตารางเวรตรวจการพยาบาล
 งาน IC
 ศูนย์ประคับคองฯ
 งานคุณภาพการพยาบาล
 คลินิกเคมีบำบัด

กลุ่มงานอาชีวเวชกรรม
 ตรวจสุขภาพเชิงรุก

กลุ่มงานเวชกรรมฟื้นฟู
 กายภาพบำบัด
 กิจกรรมบำบัด
 แพทย์แผนไทย
 KM เวชกรรมฟื้นฟู

กลุ่มงานบริหารทั่วไป
 ข่าวสารและแบบฟอร์มเกี่ยวกับบ้านพัก รพ.

Web Admin
 จัดการเวบหน่วยงาน

xraypacs xraypacs













KM srisangworn

sahakorn srisangworn


ย้อนกลับ < เลือกหน้า7 8 9 10 11 12 13 14 15 16  หน้าทั้งหมด:32 > ต่อไป : หัวข้อหลัก
ทัวร์นอกโลก..ความลับที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเกินไป
เมื่อ วันพุธ 12 ธันวาคม 2007 - 15:56 ::: ผู้บันทึก: ict005 ::: 8238 คนอ่าน

ข่าวสารทั่วไปนำลิ้งค์น่ารู้.....จากเว็บบอร์ดวัดถ้ำเมืองนะ จังหวัดเชียงใหม่ มาฝากครับ



ที่มา : เว็บบอร์ดวัดถ้ำเมืองนะ จังหวัดเชียงใหม่ คลิกที่นี่ >>> http://www.watthummuangna.com/board/showthread.php?p=28885/

แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
เตือนภัย สารตะกั่ว ในสีเคลือบลายจานชามเซรามิก
เมื่อ วันอังคาร 11 ธันวาคม 2007 - 15:33 ::: ผู้บันทึก: ict003 ::: 13052 คนอ่าน

ข่าวสารทั่วไปสาธารณสุข หรือ สธ. เตือนภัยพบ สารตะกั่ว ที่สีเคลือบลาย จาน ชาม ถ้วย หากสีไม่ได้มาตรฐาน มีความเสี่ยง สารตะกั่ว ปนเปื้อนในอาหารได้ ชี้ทำให้ไอคิวต่ำ และเกิด โรค ต่างๆ พร้อมทั้งระบุวิธีป้องกันเพื่อปราศจาก โรค และมี สุขภาพ ที่ดี

อ่านต่อไป (4178 ตัวพิมพ์) แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
สธ.เตือนนอนเต็นท์ในฤดูหนาว ระวัง 'ไรอ่อน' กัดในร่มผ้า ติดโรค 'ไข้รากสาดใหญ่'
เมื่อ วันพฤหัสบดี 06 ธันวาคม 2007 - 14:51 ::: ผู้บันทึก: ict003 ::: 9955 คนอ่าน

ข่าวสารทั่วไปปลัดกระทรวงสาธารณสุข เตือนนักท่องเที่ยว เที่ยวป่า กางเต็นท์ท้าลมหนาวภาคเหนือ ระวังตัวไรอ่อนกัดในร่มผ้า ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคสครับไทฟัส หรือไข้รากสาดใหญ่ หากกลับจากเที่ยวป่าภายใน 2 สัปดาห์ หากมีอาการเหล่านี้ ต้องพบแพทย์รักษาทันที

อ่านต่อไป (3419 ตัวพิมพ์) แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
เชื้อไวรัสสายพันธ์ใหม่อีโบร่า คร่าชีวิตชาวอูกันดาแล้ว 19 คน
เมื่อ วันอังคาร 04 ธันวาคม 2007 - 16:04 ::: ผู้บันทึก: ict003 ::: 7177 คนอ่าน

ข่าวสารทั่วไปยอดผู้เสียชีวิตจากอีโบร่าสายพันธ์ใหม่ในอูกันดาเพิ่มเป็น 19 คนแล้ว และทำให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขหลบหนีด้วยความกลัว

อ่านต่อไป (1540 ตัวพิมพ์) แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
เลือกตั้งสมัยนี้..ง่ายนิดเดียว ไปดูกัน!!
เมื่อ วันพฤหัสบดี 29 พฤศจิกายน 2007 - 10:32 ::: ผู้บันทึก: ict005 ::: 6878 คนอ่าน

ข่าวสารทั่วไป


เว็บไซต์ : สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง http://www.ect.go.th/

แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
สปสช.เดินเครื่องประกันสุขภาพ
เมื่อ วันจันทร์ 26 พฤศจิกายน 2007 - 14:07 ::: ผู้บันทึก: ict003 ::: 8048 คนอ่าน

ข่าวสารทั่วไปสปสช.เดินเครื่องประกันสุขภาพ

อ่านต่อไป (1915 ตัวพิมพ์) แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
โรคที่มากับกางเกงเอวต่ำ...
เมื่อ วันอาทิตย์ 18 พฤศจิกายน 2007 - 14:37 ::: ผู้บันทึก: stu001 ::: 6512 คนอ่าน

ข่าวสารทั่วไปเห็นทีความเซ็กซี่จะไปด้วยกันไม่ได้กับการมีสุขภาพที่ดี เพราะคณะแพทย์แห่งแคนาดากล่าวเตือนว่ากางเกงเอวต่ำอาจทำให้ประสาทรับความรู้สึกบริเวณสะโพกถูกบีบรัดจนทำให้เกิดอาการชาได้

อาการลักษณะนี้จะเริ่มต้นจากอาการปวดซ่าคล้ายมีเสี้ยนเล็กๆ ทิ่มแทงอยู่ ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่า "paresthesia" หรืออาการชาที่หาสาเหตุไม่ได้ และยังเกิดขึ้นได้บ่อยๆ กับผู้ที่มีน้ำหนักเกิน ผู้ที่สวมเสื้อชั้นในหรือเสื้อรัดรูป รัดเข็มขัดแน่น นำสิ่งของใส่ในกระเป๋ากางเกงจนแน่นเกินไป รวมทั้งในช่วงเวลาที่คาดเข็มขัดนิรภัย และการนั่งไขว้ห้างนานๆ

ดร.มัลวินเดอร์ พาร์เมอร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลออนตาริโอ ประเทศแคนาดากล่าวว่า แฟชั่นกางเกงเอวต่ำที่รัดรูปกำลังได้รับความนิยมอาจเพิ่มจำนวนผู้ป่วยมากขึ้น ส่วนผู้ที่ป่วยอยู่แล้วก็จะยิ่งทรุดหนักได้ การรักษาโรคนี้อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 สัปดาห์จึงจะหายขาด แต่ก็ต้องทำร่วมกับการเลิกสวมใส่เสื้อผ้ารัดรูป ทางที่ดีสวมเสื้อผ้าที่เบาสบายและหลวมไว้จะดีที่สุด

โดย :HANISAH http://variety.teenee.com/foodforbrain/4719.html


แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
รองเท้าส้นสูง...ภัยที่คาดไม่ถึง
เมื่อ วันพุธ 14 พฤศจิกายน 2007 - 17:06 ::: ผู้บันทึก: stu001 ::: 6581 คนอ่าน

ข่าวสารทั่วไปผู้หญิงกับเรื่องของความสวยความงามเป็นของคู่กัน เหมือนคำโบราณว่าไว้ "ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง" ซึ่งนอกจากเสื้อผ้า หน้า ผม จะต้องดูดีมีสไตล์แล้ว สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือรองเท้าของคุณสุภาพสตรีนั่นเอง แต่เชื่อหรือไม่ว่าภายใต้รูปลักษณ์ทุกท่วงท่าที่ก้าวเดิน ราวกับนางพญาหงส์ มีภัยที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพเท้าของคุณตามมาด้วย

เนื่องจากรองเท้าส้นสูงทำให้พื้นที่บนฝ่าเท้าที่ต้องสัมผัสกับพื้นรองเท้าลดลงและนิ้วเท้าก็ลาดลงไปข้างหน้าซึ่งทำให้เท้าส่วนหน้าและนิ้วเท้าต้องทำหน้าที่รับน้ำหนักมากว่าเท้าส่วนอื่น และยังทำให้ผู้สวมใส่มีโอกาสเกิดข้อเท้าเคล็ดได้ง่าย
จากการสำรวจด้วยแบบสอบถามในต่างประเทศ พบว่ามีสุภาพสตรีที่มีปัญหาเรื่องปวดเท้า ประมาณ 80% และในจำนวนนี้ มีสาเหตุเกี่ยวเนื่องกับรองเท้าส้นสูงถึง 75% จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่ามีผู้มาพบแพทย์ด้วยปัญหาปวดเท้า ในขณะที่บางรายก็อาจจะเป็นเนื่องจากรูปร่างของเท้าที่ผิดปกติ
เริ่มกันที่เรื่องของความสูงของส้นเท้า ซึ่งจากการศึกษาโดยทดลองกับผู้หญิงที่สวมรองเท้าส้นสูงเป็นประจำครึ่งหนึ่งและสวมส้นเตี้ยเป็นประจำครึ่งหนึ่ง พบว่าปัญหาสุขภาพเท้าจะเกิดขึ้นเมื่อเลือกสวมใส่รองเท้าที่มีขนาดส้นสูงเกินกว่า 5 ซม. หรือ 2 นิ้ว จะส่งผลให้เกิดปัญหาตั้งแต่ เล็บเท้าขบ หูดหรือตาปลาที่ฝ่าเท้า เส้นประสาทเท้าอักเสบ เอ็นข้อเท้าอักเสบ กล้ามเนื้อน่อง และเอ็นร้อยหวายหดรั้ง ตลอดจนการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุเท้าพลิกเท้าแพลง
นอกจากนี้ ยังส่งผลให้เกิดอาการปวดหลัง ปวดเข่า ปวดคอ ซึ่งเป็นผลมาจากการสั่นสะเทือนที่กระดูกส่วนดังกล่าวเพราะส้นเท้าไม่สามารถยืดหยุ่นตัวตามแรงกระแทกที่เกิดขึ้นขณะที่กำลังเดินหรือวิ่งได้ นอกจากนี้ รองเท้าแฟชั่นอินเทรนด์ล่าสุดในยุคนี้ ยังได้รับการออกแบบไม่เหมาะสมกับรูปเท้า เพราะทำให้นิ้วเท้าต้องบีบตัวเข้าหากันมากขึ้นจนนิ้วเท้าของสาวๆเกิดอาการเกร็งและเป็นตะคริวได้
ดังนั้นหากไม่อยากทำงายสุขภาพเท้าของคุณ ควรเลือกรองเท้าที่สามารถรองรับน้ำหนักได้อย่างมั่นคง สวมใส่สบายไม่บีบรัดเท้า ขนาดความสูงของส้นไม่สูงจนเกินไป เพราะภายใต้ความสวยงามอาจแฝงไปด้วยอันตรายต่อสุขภาพ
อย่างไรก็ตาม หากเกิดการบาดเจ็บของข้อเท้า ให้ใช้ความเย็นประคบไว้ประมาณ 20-30 นาที ขณะเดียวกันให้ยกขาสูงและลดการใช้งาน โดยประคบได้ 4-5 ครั้งต่อวันหรือทุก 2 ชั่วโมง ในวันแรก จากนั้นให้ประคบต่ออีก 2-3 วัน แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นความร้อน หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อ เพื่อการรักษาอย่างถูกต้อง

โดย รัชนก อมรรักษากุล http://www.bangklamhospital.go.th

แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
โยเกิร์ตระงับกลิ่นปาก...จริงหรือ
เมื่อ วันพุธ 14 พฤศจิกายน 2007 - 17:05 ::: ผู้บันทึก: stu001 ::: 6901 คนอ่าน

ข่าวสารทั่วไปกลิ่น ปาก ใช่ว่าเรื่องเล็ก ต่อให้รูปสวย รวยทรัพย์ แต่ปากเหม็น :S เสน่ห์ทุกอย่างก็หมดกัน
คุณ เคนอิชิ โฮโจ และทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยสึรูมิ ในเมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น ได้ทำการวิจัยและพบว่า แบคทีเรียที่อยู่ในโยเกิร์ต โดยเฉพาะแบคทีเรียชนิด Streptococcus thermophilus และ Lactobacillus bulgaricus อาจมีผลต่อแบคทีเรียที่ เป็นเหตุให้เกิดกลิ่นเหม็นในปาก ของคนเราได้ โดยจากการทดลองพบว่า การกินโยเกิร์ตเป็นประจำทุกวัน วันละ 6 ออนซ์ (ประมาณ 1 ถ้วย) จะช่วยลดปริมาณสารที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นในปาก อย่างเช่น ไฮโดรเจนซัลไฟด์

นอกจากนี้ ในบรรดาผู้ที่ชอบกินโยเกิร์ตนั้น มักจะมีปริมาณคราบแบคทีเรียบนผิวฟัน (plaque) และอาการของโรคเหงืออักเสบน้อยกว่าคนทั่วไป แม้ว่าจำเป็นที่จะต้องมีการวิจัยมากกว่านี้เพื่อยืนยันผลที่ได้ แต่นักวิจัยก็อ้างว่า การกินโยเกิร์ตน่าจะเป็นวิธีที่ดีและปลอดภัยในการป้องกันปากเหม็น


ข้อมูลเพิ่มเติมสุขภาพดีด้วยโยเกิร์ตแหล่งพลังงานจากนม
นม ๆ ปัจจุบันนี้นมถูกปรับเปลี่ยนไปใช้ในรูปแบบที่ต้องการ ทั้งในด้านการบริโภค อุปโภค จนกระทั้งปัจจุบันนี้ถูกปรับมาเป็นเครื่องสำอาง เพราะในตัวของน้ำนมอุดมไปด้วยต่างๆ มากมายในตัวของนม โดยถ้าพูดไปแล้ว โยเกิร์ตก็คือนมสดที่นำมาหมักกับเชื้อจุลินทรีย์ จนน้ำตาลแลกโตสในนมเปลี่ยนเป็นกรดแลคติก ทำให้นมมีรสเปรี้ยวและมีความข้นขึ้นจนเป็นลิ่ม การกินโยเกิร์ตเป็นประจำจะช่วยให้ลำไส้มีแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์มากขึ้น ช่วยแก้อาการท้องเสียเรื้อรังได้ ซึ่งในการกินโยเกิร์ตนั้นให้สารอาหารครบถ้วนเหมือนการดื่มนม แต่ไม่ทำให้ท้องเสียเหมือนที่บางคนมักเป็นเวลาดื่มนม นอกจากนั้นโยเกิร์ตยังมีคุณสมบัติกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายให้สูงขึ้น ช่วยกระตุ้นการสร้างสารแอนติบอดี้ และเพิ่มปริมาณสารอินเฟอร์รอน ซึ่งเป็นสารเคมีที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค โดยในตัวของโยเกิร์ตยังมีสารไขมันธรรมชาติมีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมน ที่เรียกว่าพรอสตาแกลนดิน อี 2 (Prostaglandin E2) ซึ่งทำหน้าที่ช่วยปกป้องผนังกระเพาะจากสารกระตุ้นต่างๆ เช่น แอลกอฮอล์และบุหรี่ เพราะฉะนั้น แทนที่จะปล่อยให้ท้องว่าง ก็กินโยเกิร์ตรองท้องสักถ้วยก็คงดี และการกินโยเกิร์ตยังช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดมะเร็งบริเวณเนื้อเยื่อกระดูก และช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดได้ นอกจากนั้นยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งได้อีกด้วย ปิดท้ายด้วยการแถมสูตรพอกหน้าด้วยโยเกิร์ตให้กับสาวๆ ขั้นแรกล้างหน้าให้สะอาด และเช็ดให้แห้ง แล้วนำโยเกิร์ตชนิดที่ไม่ผสมเนื้อผลไม้มาพอกให้ทั่วผิวหน้า เว้นรอบปากและดวงตา นวดและคลึงเบาๆ พอกไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออก ทำเช่นนี้สัปดาห์ละ 3 ครั้ง รับรองผิวหน้าจะเปล่งปลั่งสดใสแน่นอน

โยเกริ์ตถึงจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากนมแต่ยังเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารเพียบที่ช่วยบำรุงผิวพรรณและสมอง


ที่มา www.thaihealth.or.th

แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
เชื่อไหม...แมงป่องให้คุณช่วยรักษามะเร็ง ...
เมื่อ วันพุธ 14 พฤศจิกายน 2007 - 17:05 ::: ผู้บันทึก: stu001 ::: 6355 คนอ่าน

ข่าวสารทั่วไปนักวิทยาศาสตร์ ในสหรัฐฯพบว่า อาจเอาพิษแมงป่องมาใช้ในการรักษาโรคมะเร็งได้หลายชนิด พวกเขาได้พบในการศึกษาว่า เมื่อเอาสารเคมีโคโรทอกซินในพิษของแมงป่องไปทาจะช่วยให้เห็นเซลล์ มะเร็งต่างจากเซลล์ปกติ ได้อย่างชัดเจน แม้ว่าจะมีเพียงแค่ไม่กี่ร้อยเซลล์ เท่านั้น

หนังสือพิมพ์ “เดลี่ เมล์” หนังสือพิมพ์รายวันอันมีชื่อเสียงของอังกฤษฉบับหนึ่ง รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามันจะช่วยนำทางศัลยแพทย์ในการรักษาให้ได้ผลดีขึ้น เพราะจะช่วยให้หมอเห็นมะเร็งโดยที่ไม่อาจจะเห็นด้วยวิธีอื่นได้

หมอเจมส์ ออลสัน หัวหน้าคณะนักวิจัย กล่าวว่า เขากับคณะได้สร้างไฟฉายโมเลกุล เพื่อให้มองเห็นเนื้อร้าย และเมื่อเอาสารประกอบเทราดบริเวณที่สงสัย จะช่วยทำให้หมอผ่าตัด สามารถมองเห็นมะเร็งทุกชิ้นถนัดและตัดออกได้ โดยไม่พลอยทำให้เนื้อดีเสียหายไปด้วย “ในการทดลองกับหนู ได้ใช้ในการผ่าตัดเนื้อร้ายในสมองที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 1 มม. ออกได้สำเร็จ” และขณะนี้กำลังจะทดลองกับคนไข้อยู่ คาดว่าอาจจะใช้เทคนิคนี้ในห้องผ่าตัดที่อยู่ในอเมริกาได้ ภายในเวลา 18 เดือนข้างหน้านี้.

โดย: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
ย้อนกลับ < เลือกหน้า7 8 9 10 11 12 13 14 15 16  หน้าทั้งหมด:32 > ต่อไป : หัวข้อหลัก


Web site กระทรวงสาธารณสุขสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สาขาเขตพื้นที่ (พิษณุโลก) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย

โรงพยาบาลศรีสังวรสุโขทัย ต.คลองตาล อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย 64120 โทร 055-682030-42
อุบัติเหตุ ฉุกเฉิน แจ้ง หน่วยกู้ชีพศรีสังวร โทร 1669 หรือ 055-681331

Powered by the AutoTheme HTML Theme System
Page created in 0.447811 Seconds