ยินดีต้อนรับ ผู้เยี่ยมชม โรงพยาบาลศรีสังวรสุโขทัย

Login

 
 ชื่อเรียก
 รหัสผ่าน
 จำชื่อและรหัสผ่าน

หน่วยงาน

 

แบบฟอร์มต่าง ๆ ของ รพ.
 แบบฟอร์มต่าง ๆ ของ รพ.

กิจกรรมคุณภาพ
 กิจกรรม 5ส.

ศูนย์ ICT
 ข้อมูลการสแกนลายนิ้วมือ (หน่วยงาน)
 ข้อมูลการสแกนลายนิ้วมือ (รายคน)
 ระบบคำขอออนไลน์
 แจ้งปัญหาระบบคอมพิวเตอร์

กลุ่มภารกิจอำนวยการ
 ระเบียบ/คำสั่ง

กลุ่มงานทรัพยากรบุคคล
 ข่าว/ประกาศรับสมัครงาน
 ข่าว/ประกาศการย้าย
 ข้อมูลบุคลากรรายบุคคล NonHR
 ระเบียบ/คำสั่ง
 แบบฟอร์มเลื่อนระดับ
 แบบฟอร์มอื่น ๆ

กลุ่มงานพัฒนาทรัพยากรบุคคล
 ข้อมูลอัตราพัฒนาบุคลากร

กลุ่มงานยุทธศาสตร์และแผนงานโครงการ
 แผนการลงทุนและการจัดซื้อจัดจ้าง
 บัญชีครุภัณฑ์การแพทย์ ครุภัณฑ์อื่นและสิ่งก่อสร้าง
 แผนพัสดุครุภัณฑ์ประจำปี
 แผน CUP อ.ศรีสำโรง
 Form Template สำหรับเสนอข่าวสารโรงพยาบาล

กลุ่มงานเภสัชกรรม
 แนวทางการปฏิบัติงาน

กลุ่มการพยาบาล
 ตารางเวรตรวจการพยาบาล
 งาน IC
 ศูนย์ประคับคองฯ
 งานคุณภาพการพยาบาล
 คลินิกเคมีบำบัด

กลุ่มงานอาชีวเวชกรรม
 ตรวจสุขภาพเชิงรุก

กลุ่มงานเวชกรรมฟื้นฟู
 กายภาพบำบัด
 กิจกรรมบำบัด
 แพทย์แผนไทย
 KM เวชกรรมฟื้นฟู

กลุ่มงานบริหารทั่วไป
 ข่าวสารและแบบฟอร์มเกี่ยวกับบ้านพัก รพ.

Web Admin
 จัดการเวบหน่วยงาน

xraypacs xraypacs













KM srisangworn

sahakorn srisangworn


ย้อนกลับ < เลือกหน้า8 9 10 11 12 13 14 15 16 17  หน้าทั้งหมด:32 > ต่อไป : หัวข้อหลัก
แก๊สโซฮอล์คืออะไร ......
เมื่อ วันอาทิตย์ 11 พฤศจิกายน 2007 - 19:41 ::: ผู้บันทึก: stu001 ::: 7408 คนอ่าน

ข่าวสารทั่วไปณีรนุช ควรเชิดชู และ รองศาสตราจารย์ ดร. สุจิตรา วงศ์เกษมจิตต์
วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แก๊สโซฮอล์ (gasohol) เป็นน้ำมันที่ได้จากการผสมระหว่างน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วออกเทน 91 กับเอทานอล หรือที่เรียกว่า “เอทิลแอกอฮอล์ (ethyl alcohol)” ที่มีความบริสุทธิ์ 99.5% โดยปริมาตร ในอัตราส่วน 9:1 จะได้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ออกเทน 95 ที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามข้อกำหนดคุณภาพของกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงานทุกประการ การผสมแอลกอฮอล์ลงในน้ำมันเบนซินเพื่อปรับปรุงค่า Oxygenates และออกเทนของน้ำมันเบนซินแทนสาร MTBE (Methyl Tertiaryl Butyl Ether) ซึ่งเป็นสารที่ย่อยสลายยากและต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ดังนั้น การใช้เอทานอลเป็นสารเพิ่มปริมาณออกซิเจนในแก๊สโซฮอล์ไม่ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม ในทางตรงกันข้าม จะลดปริมาณสารที่ก่อให้เกิดมลพิษต่างๆ เช่น สารประเภทไฮโดรคาร์บอน และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ เนื่องจากออกซิเจนในเอทานอลที่ผสมอยู่ในแก๊สโซฮอล์นั้น จะช่วยให้การเผาไหม้ของเครื่องยนต์สมบูรณ์ขึ้น และส่งผลทำให้คาร์บอนมอนอกไซด์จากท่อไอเสียลดลงได้ถึง 40% นอกจากนี้ น้ำมันที่ผสมแอลกอฮอล์สามารถสันดาปได้เร็ว ทำให้คาร์บอนหรือควันดำจากการเผาไหม้ลดลงได้ประมาณ 20% ส่งผลให้อากาศมีคุณภาพดีขึ้นและลดปัญหาสภาวะเรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อน อีกทั้งเอทานอลเป็นสารที่สามารถผลิตได้ภายในประเทศ จึงสามารถลดปัญหาการนำเข้าจากต่างประเทศและช่วยประหยัดเงินตราให้ประเทศปีละหลายพันล้านบาท

ความเป็นมาของแก๊สโซฮอล์ในประเทศไทยเป็นที่ทราบกันดีว่า เกิดจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อปี พ.ศ.2528 ที่ทรงเล็งเห็นว่าประเทศไทยอาจประสบกับปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน ประกอบกับปัญหาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ จึงทรงมีพระราชดำริให้โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ศึกษาถึงการนำน้ำอ้อยมาแปรรูปเป็นแอลกอฮอล์แล้วนำมาผสมกับน้ำมันเบนซินผลิตเป็นแก๊สโซฮอล์เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน

การผลิตเอทานอลโดยการหมัก
เทคโนโลยีในการผลิตเอทานอลที่รู้จักกันดีโดยทั่วไปคือ การนำผลิตผลทางการเกษตรชนิดที่มีน้ำตาล เช่น อ้อย, หัวบีท หรือกากน้ำตาล หรือ ชนิดที่มีสารจำพวกแป้ง เช่น มันฝรั่ง หรือข้าว มาทำการหมัก (fermentation) โดยสารจำพวกแป้งต้องเปลี่ยนให้เป็นน้ำตาลก่อนโดยใช้เอนไซม์ชนิด maltase จากจุลินทรีย์ หรือใช้กรดเกลือไปทำปฏิกิริยากับแป้งเกิดการย่อยสลายเปลี่ยนโมเลกุลของแป้งเป็นน้ำตาลที่มีขนาดเล็กลง เพื่อนำไปใช้เป็นสารตั้งต้นสำหรับกระบวนการผลิตเอทานอล โดยปกติ กระบวนการหมักจะใช้ความเข้มข้นของน้ำตาลร้อยละ 10 โดยปริมาตร เพื่อให้การเจริญเติบโตของยีสต์เป็นไปตามปกติและได้ผลผลิตเอทานอลในปริมาณที่สูงพอเหมาะที่จะนำไปกลั่นเป็นเอทานอลที่มีความบริสุทธิ์ 95% ดังแสดงในรูปที่ 1 ซึ่งแสดงภาพรวมของการผลิตเอทานอลโดยกระบวนการหมัก

แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
คำวินิจฉัยกฤษฎีกา ชี้หวยบนดินผิดกฎหมาย
เมื่อ วันอาทิตย์ 11 พฤศจิกายน 2007 - 19:40 ::: ผู้บันทึก: stu001 ::: 9729 คนอ่าน

ข่าวสารทั่วไปเร่งดำเนินการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขหรือยกเลิก
จากกรณีที่กระทรวงการคลังและสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้ขอหารือไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาถึงปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาและตีความ ซึ่ง "มติชน" เห็นว่ามีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้ "คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) เห็นว่า ตามข้อหารือของกระทรวงการคลังและสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล มีประเด็นข้อหารือที่ต้องพิจารณาให้ความเห็นดังต่อไปนี้

ประเด็นที่หนึ่ง สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลดำเนินการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้หรือไม่ และหากไม่สามารถกระทำได้ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลสามารถดำเนินการโดยขออนุญาตตามพระราชบัญญัติการพนันฯหรืออาศัยอำนาจตามมติคณะรัฐมนตรีได้หรือไม่

เห็นว่า การดำเนินการใดที่ไม่อยู่ภายในขอบวัตถุประสงค์ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 5 ดังกล่าว สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลย่อมไม่มีอำนาจกระทำได้ โดยพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลมิได้บัญญัตินิยามคำว่า "สลากกินแบ่งรัฐบาล" ไว้ อีกทั้งพระราชบัญญัติการพนันฯก็มิได้บัญญัตินิยามคำว่า "สลากกินแบ่ง" ไว้เช่นกัน จึงต้องพิจารณาจากบทบัญญัติทั้งปวงแห่งพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเอง ซึ่งได้บัญญัติเป็นสาระสำคัญว่า สลากกินแบ่งรัฐบาลที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจะออกได้นั้นต้องมีลักษณะสำคัญ คือ ต้องเป็นสลากกินแบ่งที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นผู้ออก โดยรูปแบบและวิธีการเสี่ยงโชคและการให้รางวัลของสลากกินแบ่งรัฐบาลนั้นจะต้องมีการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกิดจากการออกสลากให้เป็นไปตามมาตรา 22 บัญญัติไว้เท่านั้น กล่าวคือ ต้องมีการจัดสรรเงินที่ได้รับจากการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลมาเป็นเงินรางวัลตามมาตรา 22 (1) โดยเงินรางวัลต้องไม่เกินร้อยละยี่สิบแปดเป็นรายได้แผ่นดินตามมาตรา 22 (2) เพราะทำให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่ต้องรับความเสี่ยงในการจ่ายเงินรางวัลในแต่ละงวดเกินจำนวนดังกล่าวและการที่เงินรางวัลที่ต้องจ่ายจะลดลงตามส่วนของเงินที่ได้รับจากการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วย ซึ่งมีผลทำให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่มีโอกาสที่จะขาดทุนจากการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลได้

ดังนั้น การออกสลากของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลที่มีการจัดสรรเงินที่ได้รับจากการจำหน่ายสลากนอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 หรือที่มีผลให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลมีโอกาสขาดทุน จึงไม่ใช่การออกสลากกินแบ่งรัฐบาล

สำหรับรูปแบบและวิธีการเสี่ยงโชคและการให้รางวัลของสลากพิเศษ แบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัวนั้น ไม่อาจถือได้ว่าเป็น "สลากกินแบ่งรัฐบาล" ตามพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลแต่เป็นสลากกินรวบ ดังนั้น สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจึงไม่มีอำนาจออกสลากดังกล่าวโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 5 (1)แห่งพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้

นอกจากนี้ กรณีไม่อาจนำความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ที่ได้เคยวินิจฉัยไว้ในเรื่องเสร็จที่ 570/2542 ว่า การที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจัดพิมพ์จำหน่าย ออกรางวัลและจ่ายรางวัลสลากบำรุงการกุศล ตามมาตรา 5 (3) แห่งพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลมาเทียบเคียงกับการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว ได้ เนื่องจากปรากฏข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันว่า การออกสลากบำรุงการกุศลดังกล่าวเป็นกรณีที่หน่วยงานหรือองค์กรอื่นเป็นผู้ขออนุญาตออกสลากตามกฎหมายว่าด้วยการพนันและเป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินการ โดยทำความตกลงกับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อมอบอำนาจให้ดำเนินการต่างๆ แทนเกี่ยวกับจัดพิมพ์จำหน่าย ออกรางวัล และจ่ายรางวัลสลากบำรุงการกุศล และหน่วยงานหรือองค์กรที่ขออนุญาตเป็นผู้ขอรับเงินรายได้จากการออกสลากเพื่อไปใช้จ่ายตามเจตนารมณ์ของการออกสลากของหน่วยงานหรือองค์กรนั้น ดังนั้น สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จึงไม่สามารถดำเนินการโดยอาศัยอำนาจตามมาตราดังกล่าว สำหรับการที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจะสามารถออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว โดยการขออนุญาตตามพระราชบัญญัติการพนันฯได้หรือไม่นั้น เห็นว่า การออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว ตามรูปแบบและวิธีการที่ดำเนินการในขณะนี้ ไม่ถือว่าเป็นการกระทำการที่อยู่ภายในขอบวัตถุประสงค์ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลการขออนุญาตเพื่อออกสลากดังกล่าวตามพระราชบัญญัติการพนันฯมิได้เป็นผลให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่มีกฎหมายจัดตั้งและมีวัตถุประสงค์กำหนดไว้เป็นการเฉพาะกลับมีวัตถุประสงค์และอำนาจในการออกสลากดังกล่าวได้แต่อย่างใด

ส่วนสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจะสามารถดำเนินการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว โดยอาศัยอำนาจตามมติคณะรัฐมนตรีได้หรือไม่นั้น เห็นว่า ตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย คณะรัฐมนตรีมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินและมีอำนาจดำเนินการบริหารราชการแผ่นดินตามที่กฎหมายกำหนด และมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นรูปแบบการใช้อำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหารอย่างหนึ่ง จึงอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายทั้งปวง ทั้งนี้ ที่ประชุมใหญ่กรรมการร่างกฎหมายได้เคยวินิจฉัยไว้แล้วว่า มติคณะรัฐมนตรีมิใช่กฎหมาย จึงไม่สามารถแก้ไข เปลี่ยนแปลงหรือลบล้างกฎหมายได้

อย่างไรก็ตาม มติของคณะรัฐมนตรีย่อมมีผลใช้บังคับแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐและผูกพันให้ต้องปฏิบัติตาม ดังนั้น มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2546 ซึ่งเห็นชอบให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลดำเนินการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว และดำเนินการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงมีผลผูกพันให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลต้องปฏิบัติตาม

ประเด็นที่สอง หากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2546 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การดำเนินการที่ได้กระทำไปแล้วตั้งแต่คณะรัฐมนตรีมีมติดังกล่าว จะถือว่าเป็นการดำเนินการที่ได้รับอนุญาตและดำเนินการถูกต้องตามพระราชบัญญัติการพนันฯแล้วใช่หรือไม่

เห็นว่า เมื่อสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้ดำเนินการขออนุญาตออกสลากดังกล่าวตามกฎหมาย และได้รับอนุญาตให้มีการเล่นจากเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจแล้ว กรณีย่อมถือว่าการออกสลากที่ได้ดำเนินการไปแล้วเป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติการพนันฯ

ประเด็นที่สาม หากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2546 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การดำเนินการที่ได้กระทำไปแล้วตั้งแต่มีมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว จะมีผลทางกฎหมายในเชิงนิติสัมพันธ์ระหว่างสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลกับผู้ซื้อสลากหรือไม่ เพียงใด

เห็นว่า การที่คณะรัฐมนตรีมีมติดังกล่าวให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลดำเนินการและให้นำรายได้ที่เกิดจากการออกสลากดังกล่าว ไปดำเนินกิจกรรมตามที่กำหนดไว้ ย่อมถือได้ว่ารัฐบาลได้ให้อำนาจหรือให้สัตยาบันแก่การออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว ซึ่งมีลักษณะเป็นสลากกินรวบ กรณีย่อมต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามความในมาตรา 854 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่กำหนดให้มีผลตามกฎหมายผูกพันสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลและผู้ซื้อสลากในฐานะคู่สัญญาตามนัยแห่งมาตราดังกล่าว

ประเด็นที่สี่ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล คณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล พนักงาน เจ้าหน้าที่ และผู้ที่เกี่ยวข้องอื่น ซึ่งได้ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2546 จะถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบหรือไม่ และต้องมีความรับผิดอย่างไรด้วยหรือไม่ เพียงใด

เห็นว่า จำเป็นต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเป็นรายกรณี ในชั้นนี้จึงยังไม่อาจวินิจฉัยให้ความเห็นได้

ประเด็นที่ห้า หากรัฐบาลมีนโยบายให้ออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัวต่อไปได้ (รวมทั้งการดำเนินโครงการในระยะที่สองด้วย) และประสงค์จะให้มีการกำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการนำรายได้จากการจำหน่ายสลากเข้าสู่ระบบรายรับของแผ่นดินให้ถูกต้อง ควรจะได้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายอย่างไร

เห็นว่า สมควรที่จะแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลมีอำนาจในการดำเนินการในเรื่องนี้ได้ ตลอดจนบทบัญญัติอื่นที่เกี่ยวกับการจัดสรรรายได้จากการจำหน่ายสลากดังกล่าวและการนำรายได้จากการจำหน่ายสลากเข้าสู่ระบบรายรับของแผ่นดิน พร้อมกับมีระบบควบคุมตรวจสอบและเป็นไปอย่างโปร่งใสด้วย

ประเด็นที่หก หากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2546 ไม่ชอบด้วยกฎหมายควรจะมีแนวทางการดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว

เห็นว่า สมควรเร่งดำเนินการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขหรือยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวเพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติตามกฎหมายต่อไป"


ที่มา : http://my.dek-d.com


แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
คติประชาธิปไตยมี 3 ข้อ
เมื่อ วันพุธ 07 พฤศจิกายน 2007 - 08:47 ::: ผู้บันทึก: stu001 ::: 10023 คนอ่าน

ข่าวสารทั่วไป1. เสรีภาพ (liberty)
2. สมภาพ/สมานภาพ/ความเสมอภาค (equality)
3. ภราดรภาพ (fraternity)
หลักทั้งสามนี้ว่ากันมาตั้งแต่ยุคปฏิวัติฝรั่งเศส (French Revolution ค.ศ. 1789/พ.ศ. 2332) แต่ตอนหลัง ๆ นี้ ไม่มีใครพูดถึงภราดรภาพ พูดถึงแต่เสรีภาพกับความเสมอภาค และเสรีภาพก็มิใช่เพื่อจะมาอยู่ร่วมกัน แต่เป็นเสรีภาพเพื่อแก่งแย่งผลประโยชน์กัน
เสรีภาพเพื่อฉันต้องเอาให้ได้เท่าที่ฉันต้องการ เสมอภาคเพื่อจะให้คนอื่นจะต้องได้ไม่มากกว่าฉัน ถ้าแกได้ 500 ฉันต้องได้ 500 นี้เรียกว่า เสรีภาพและเสมอภาคแบบทุนนิยม คือเพื่อแย่งชิงผลประโยชน์ ที่จริงมันมิใช่ประชาธิปไตยแท้
ในประชาธิปไตยที่แท้ เสรีภาพ คือการที่คนมีโอกาสนำเอาศักยภาพของตน เช่น ความรู้ความสามารถและสติปัญญามาร่วมกันแก้ปัญหาและสร้างสรรค์สังคม อันนี้คือเสรีภาพในความหมายเดิม
ถ้ามนุษย์ไม่มีเสรีภาพ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองมีความรู้ มีสติปัญญาความสามารถ แต่สติปัญญาความรู้ความสามารถของเขาก็ไม่สามารถแสดงตัวออกมาเป็นประโยชน์แก่สังคมได้ เราจึงให้มีเสรีภาพ ซึ่งในความหมายเดิมเป็นไปเพื่อการสร้างสรรค์สังคม
ส่วนความเสมอภาคก็คือ การมีโอกาสเท่า ๆ กัน โดยเฉพาะการร่วมสุขร่วมทุกข์ ร่วมแก้ปัญหาด้วยกัน ซึ่งเป็นเชิงสามัคคีและเชิงให้ คือเสรีภาพที่จะให้แก่สังคม และความเสมอภาคที่จะมาประสานอยู่ร่วมกัน อย่างที่ทางพระเรียกว่า สมานสุขทุกขตา แปลว่า “มีสุขทุกข์เสมอกัน” คือร่วมสุขร่วมทุกข์ ไม่ดูถูกดูหมิ่นกัน ไม่เลือกที่รักผลักที่ชัง และไม่เอาเปรียบกันถ้าเป็นอย่างนี้ก็จะเกิดภราดรภาพ
คือความเป็นพี่น้อง ภราดรภาพ คือความสามัคคี มีเอกภาพ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ช่วยให้บุคคลทุกคนใช้เสรีภาพและความเสมอภาคในการร่วมสร้างสรรค์สังคมที่ดีงามมีสันติสุขได้เต็มที่
**จริยธรรม ธัมมะจากพระพรหมคุณากรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) **


แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
ถนัดซ้ายเงินเดือนสูงกว่าถนัดขวา
เมื่อ วันอังคาร 06 พฤศจิกายน 2007 - 12:48 ::: ผู้บันทึก: ssw003 ::: 7537 คนอ่าน

ข่าวสารทั่วไปนักวิทยาศาสตร์อเมริกันพบว่า คนถนัดซ้ายไม่แต่เพียงจะได้เปรียบคู่แข่งที่เป็นคนถนัดขวา ส่วนใหญ่ในการแข่งขันกีฬาบางชนิด อย่างเช่น เทนนิสเท่านั้น หากยังมักมีเงินเดือนสูงกว่าอีกด้วย
เอกสารของสำนักวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติของสหรัฐฯ เปิดเผยผลการศึกษาพบว่า พนักงานที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็นอย่างต่ำ ที่เป็นคนถนัดซ้าย จะกินเงินเดือนสูงกว่าเพื่อนที่เป็นคนถนัดขวา 15% และในหมู่ผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้วยกัน ผู้ที่ถนัดซ้ายก็ยังมีเงินเดือนสูงกว่าคนถนัดขวาประมาณ 26% แต่นักวิจัยพบว่าผลการค้นพบนี้ เป็นเฉพาะแต่กับผู้ชายเท่านั้น ใช้ไม่ได้กับผู้หญิงด้วย


แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
ผู้มีดวงตาสีน้ำเงินเป็นคนเก่ง ตาสีน้ำตาลเล่น ฟุตบอลคล่อง
เมื่อ วันอังคาร 06 พฤศจิกายน 2007 - 12:48 ::: ผู้บันทึก: ssw003 ::: 8116 คนอ่าน

ข่าวสารทั่วไปนักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ ศึกษาพบว่า ผู้ที่มีตาสีน้ำเงิน อาจจะประสบความสำเร็จในชีวิต มากกว่าผู้ที่มีดวงตาสีอื่น เพราะจะเรียนเก่งและทำสอบไล่ได้ดีกว่า แต่ไม่ได้พูดถึงคนตาสีดำอย่างชาวเอเชีย
ผู้ที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จในชีวิตที่มีตาสีน้ำเงิน อย่างเช่น สเตเฟน ฮอกิ้ง นักวิทยาศาสตร์และนักปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง และมาดามคูรี่ผู้คว้ารางวัลโนเบล 2 หน ทางด้านฟิสิกส์และเคมี แต่ปกติแล้วผู้ที่มี ดวงตาสีน้ำเงินนับว่ามีน้อย พลโลก ทั้งหมดอาจจะมีเพียง 8% เท่านั้น
ศาสตราจารย์โจนนา โรว์ มหาวิทยาลัยหลุยส์วิลล์แห่งสหรัฐฯผู้ศึกษา ได้บอกออกตัวไว้ก่อนว่า “มันยังเป็นเพียงแค่ผล ของการสังเกตเท่านั้นไม่เชิงเป็นการอธิบายถึงสาเหตุยังไม่เป็นเหตุผลทางวิทยาศาสตร์” รายงานผลการศึกษายังได้พบว่าผู้ที่มีดวงตาสีน้ำตาลจะแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ได้ว่องไวจึงน่าจะเก่งกับการเล่นกีฬา อย่างฟุตบอลและฮอกกี้ แต่ผู้ที่มีดวงตาสีอ่อนอื่นๆ ก็ส่อว่าเป็นนักคิดวางแผนที่เหนือกว่า น่าจะชำนาญในกีฬาที่ต้องมีการวางแผนและมีจังหวะเวลา เช่น การเล่นกอล์ฟและการวิ่งระยะไกล ตลอดจนการศึกษาเพื่อสอบแข่งขันได้ดี.

แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
เปลือกผลไม้สารพัดประโยชน์
เมื่อ วันอังคาร 06 พฤศจิกายน 2007 - 08:30 ::: ผู้บันทึก: ssw003 ::: 7865 คนอ่าน

ข่าวสารทั่วไป1. เปลือกกล้วย
มีคุณสมบัติทำให้ผิวชุ่มชื่น เพียงคุณใช้เปลือกกล้วยล้างน้ำให้สะอาดแล้วใช้ถูกับมือ ข้อเท้า ขา หรือใบหน้าก็ได้ นอกจากจะทำให้ผิวชุ่มชื่นไม่แห้งกร้านแล้วยังทำให้ผิวนุ่ม นอกจากนั้นเปลือกกล้วยน้ำว้ายังสามารถใช้แทนน้ำยาขัดรองเท้าได้อีกด้วย
2. เปลือกทุเรียน
เวลาที่กินทุเรียนแล้วไม่รู้จะเอาเปลือกไปไว้ไหน ขอแนะนำให้คุณเอาไปตากให้แห้งใช้เป็นเชื้อเพลิงแทนถ่านไม้ได้ หรือเวลาที่คุณกินทุเรียนแล้วเกิดอาการร้อนใน ขอแนะนำให้ลองดื่มน้ำที่รินใส่เปลือกทุเรียนผสมกับเกลือเล็กน้อย อาการก็จะบรรเทา ยิ่งไปกว่านั้นน้ำที่ใส่ในเปลือกทุเรียนหากเอามาล้างมือล้างปากก็สามารถแก้กลิ่นทุเรียนที่ติดอยู่ได้อีกด้วย
3. เปลือกส้มโอ
นอกจากจะเอาไปทำส้มโอเชื่อมและส้มโอมือแล้ว เปลือกส้มโอยังสามารถใช้ขัดภาชนะที่ทำจากอะลูมิเนียมให้มีความใสและมันวาวได้อีกด้วย เพียงนำเปลือกส้มโอมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ในน้ำเดือดประมาณ 20 นาที ก่อนที่จะนำเปลือกส้มโอที่ต้มแล้วมาขัดถูภาชนะพร้อมกับสบู่ แค่นี้เครื่องครัวของคุณก็จะแวววาวสดใสโดยไม่ต้องเปลืองสตางค์ไปซื้อน้ำยาราคาแพง
4. เปลือกสับปะรด
ที่สามารถนำมาใช้กับภาชนะทองเหลืองได้เพียงเอาภาชนะพวกทองเหลืองหรือเครื่องเงินลงแช่ในน้ำใส่เปลือกสับปะรดลงไปให้มิดทิ้งไว้สักหนึ่งคืนก่อนที่จะนำมาล้างให้สะอาดด้วยน้ำธรรมดา เครื่องเงินและทองเหลืองของคุณก็จะสดใสงามราวกับของใหม่
5. เปลือกส้ม
บ้านใครมียุงชุมก็ขอแนะนำให้ใช้ เปลือกส้ม กำจัดยุง หลังจากที่กินส้มเขียวหวานเรียบร้อยแล้ว เปลือกส้มเขียวหวานอย่าทิ้ง นำไปตากให้แห้งสักแดดสองแดด นำมาสุมไฟไล่ยุงได้เป็นอย่างดีไม่มีสารตกค้าง


แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
8 วิธีง่ายๆ "ทำดี" เพื่อพ่อ
เมื่อ วันเสาร์ 27 ตุลาคม 2007 - 10:33 ::: ผู้บันทึก: ict001 ::: 11103 คนอ่าน

ข่าวสารทั่วไป       คณะกรรมการฝ่าย โครงการ และ กิจกรรม จัดงานเฉลิมพระเกียรติ ในหลวง พระชนมพรรษา 80 พรรษา ได้จัดโครงการชวน ประชาชน ทำความดี ถวายเป็น ของขวัญ แด่ พ่อหลวง ภายใต้ชื่อ ทำดีเพื่อพ่อ ซึ่งในโครงการได้จัดทำ หนังสือ ชื่อว่า ทำดีเพื่อพ่อ แนะนำ 8 วิธีง่ายๆ ในการทำดีโดยเริ่มจากตัวเอง ถวายแด่ ในหลวง 


 

          อีกไม่กี่เดือนก็จะถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คณะกรรมการฝ่ายโครงการและกิจกรรม จัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้จัดโครงการชวนประชาชนทำ "ความดี" ถวายเป็น "ของขวัญ" แด่พ่อหลวง <BR style="COLOR: rgb(128,0,0)">
          ภายใต้ชื่อ "ทำดีเพื่อพ่อ" ซึ่งในโครงการได้จัดทำหนังสือชื่อว่าทำดีเพื่อพ่อ แนะนำ 8 วิธีง่ายๆ ในการทำดีโดยเริ่มจากตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุด และสามารถทำได้ทุกวัน

           วิธีที่ 1 ทำดีง่ายๆ เริ่มต้นที่กายแข็งแรง เมื่อกายแข็งแรงแล้ว จะเป็นจุดเริ่มให้ทำความดีมากยิ่งขึ้น
 
          วิธีที่ 2 ทำดีง่ายๆ ทำใจให้เป็นสุข ด้วยการรู้จักลด ละ เลิกอบายมุข ทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ และยาเสพติด ชำระใจให้สะอาด มีสติเป็นเครื่องเตือนใจ เพื่อดำเนินชีวิตให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท

          วิธีที่ 3 ทำดีง่ายๆ กับครอบครัวและคนใกล้ตัว โดยรู้จักการแบ่งปัน หยิบยื่นความรักและความปรารถนาดีแก่ผู้อื่น ผิดใจก็รู้จักให้อภัย ชื่นชมและให้กำลังใจกันเสมอ

          วิธีที่ 4 ทำดีง่ายๆ ด้วยการอาสาช่วยเหลือสังคม รู้จักการเสียสละเวลา พละกำลังเป็นอาสาสมัคร เพื่อส่วนรวม เป็นการทำความดีอย่างมีความสุขโดยไม่หวังผลตอบแทน

          วิธีที่ 5 ทำดีง่ายๆ ห่วงใยสิ่งแวดล้อม ลดการเพิ่มขยะใช้ถุงพลาสติกที่ไม่จำเป็น ท่องให้ขึ้นใจใช้ถุงผ้า รีไซเคิล จะทิ้งต้องลงถัง เก็บกวาดให้สะอาด ที่ทำงานสดใส สังคมก็จะน่าอยู่

          วิธีที่ 6 ทำดีง่ายๆ ปลูกต้นไม้ถวายเป็นพระราชกุศล มีส่วนร่วมในการช่วยลดภาวะโลกร้อนแบบง่ายๆ ปลูกต้นไม้คนละต้น ปลูกทุกครั้งเมื่อมีโอกาส

          วิธีที่ 7 ทำดีง่ายๆ รักพ่อต้องพอเพียง ประหยัด และอดออมให้ขึ้นใจ ยิ่งใช้น้อย ยิ่งเหลือเก็บมาก จ่ายในสิ่งที่จำเป็น เมื่อใช้จ่ายอย่างพอดี บริโภคอย่างพอเพียง ชีวิตจะสุขเพียงพอ

          วิธีที่ 8 ทำความดีง่ายๆ ด้วยการให้และบริจาค รู้จักเป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้รับ เสียสละสิ่งของ ทรัพย์ โลหิต อวัยวะ ตามกำลัง ด้วยการให้ด้วยใจบริสุทธิ์ ส่วนรวมย่อมจะพบกับความสุขสบายใจอย่างแท้จริง

          "ทำดี" ไม่ต้องรอโอกาส เพื่อทุกๆ ความดีที่ทำ คือ ของขวัญจากใจพ่อที่ชื่นใจ

ข้อมูลและภาพประกอบจาก

แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
คนไทย เกินครึ่ง หนี้ บาน ครัวเรือน ละ 1.13 แสนบาท
เมื่อ วันเสาร์ 20 ตุลาคม 2007 - 20:11 ::: ผู้บันทึก: ict001 ::: 7153 คนอ่าน

ข่าวสารทั่วไป

ข่าว จาก เลขาธิการสถิติแห่งชาติ เผย ถึง ผล การสำรวจ ภาวะ เศรษฐกิจ และ สังคม ของ ครัวเรือน ปี 2550 พบ ว่า ครัวเรือน เกินครึ่ง มี หนี้สิน เฉลี่ย 1.13 แสนบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็น หนี้ เพื่อใช้ในการ อุปโภค บริโภค


            วานนี้ (19 ต.ค.) นางธนนุช ตรีทิพยบุตร เลขาธิการสถิติแห่งชาติ เปิดเผยผลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ปี 2550 ซึ่งผลสำรวจเบื้องต้น 6 เดือนแรก (ม.ค.-มิ.ย.) พบว่ารายได้ครัวเรือนทั่วประเทศมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 18,823 บาท มีรายจ่ายของครัวเรือน เฉลี่ยเดือนละ 14,424 บาท 

            ส่วนหนี้สินของครัวเรือนพบว่า เกินครึ่งหนึ่ง หรือร้อยละ 62.3 มีหนี้สิน คิดเป็นหนี้สินเฉลี่ย 113,389 บาทต่อครัวเรือนทั้งสิ้น ส่วนใหญ่เป็นการก่อหนี้เพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภค และใช้ในการซื้อบ้าน/ที่ดินใกล้เคียงกันคือร้อยละ 32.7 และ 32.0 ตามลำดับ รองลงมาใช้ทำการเกษตรร้อยละ 15.9 และใช้ทำธุรกิจที่ไม่ใช่การเกษตรร้อยละ 14.4 สำหรับหนี้เพื่อใช้ในการศึกษามีเพียงร้อยละ 2.8 เท่านั้น
            นางธนนุช กล่าวต่อว่า หากเปรียบเทียบรายได้ ค่าใช้จ่าย และหนี้สินของครัวเรือน ปี 2550 รายภาค พบว่ากรุงเทพฯ และ 3 จังหวัด คือ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ มีรายได้ต่อครัวเรือนเฉลี่ยสูงกว่าภาคอื่นมาก คือ 36,096 บาท โดยมีค่าใช้จ่ายและจำนวนหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนสูงสุดเช่นเดียวกัน คือ 24,344 และ 152,199 บาท ตามลำดับ และมีสัดส่วนของค่าใช้จ่ายต่อรายได้ร้อยละ 67.4 และพบว่า ครัวเรือนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภาคที่มีรายได้ ค่าใช้จ่ายและหนี้สินต่ำสุด แต่มีสัดส่วนของค่าใช้จ่ายต่อรายได้สูงถึงร้อยละ 83.9 ซึ่งจะมีผลทำให้มีสัดส่วนของรายได้ที่เหลือสำหรับการเก็บออมและชำระหนี้น้อยมากเมื่อเทียบกับภาคอื่นๆ ซึ่งอยู่ระหว่างร้อยละ 78-80
            นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงรายได้ ค่าใช้จ่าย และหนี้สินของครัวเรือน ปี 2549-2550 พบว่า รายได้และค่าใช้จ่ายของครัวเรือนเพิ่มขึ้นจากปี 2549 โดยรายได้มีอัตราการเพิ่มขึ้นมากกว่ารายจ่าย คือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.8 และ 0.8 ต่อปี ตามลำดับ ทำให้สัดส่วนของค่าใช้จ่าย/รายได้ลดลงจากร้อยละ 80.5 ในปี 2549 เป็น 76.6 ในปี 2550  
            ส่วนภาวะการเป็นหนี้ของครัวเรือนมีแนวโน้มดีขึ้น คือจำนวนครัวเรือนที่เป็นหนี้ลดลงจากร้อยละ 64.4 ในปี 2549 เป็น 62.3 ในปี 2550 และจำนวนเงินที่เป็นหนี้ก็ลดลงเช่นเดียวกัน คือ ลดลงจาก 116,585 เป็น 113,389 บาทต่อครัวเรือน ซึ่งทำให้จำนวนหนี้สินต่อรายได้ลดลงจาก 6.6 เท่า ในปี 2549 เป็น 6.0 เท่า ในปี 2550
            เลขาธิการสถิติแห่งชาติ กล่าวด้วยว่า สำหรับรายได้ประจำต่อคนต่อเดือนโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 5,245 ในปี 2549 เป็น 5,569 บาท ในปี 2550 โดยเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มคือ ครัวเรือนกลุ่มที่มีรายได้ต่ำสุด มีรายได้เพิ่มขึ้นจาก 1,111 เป็น 1,321 บาท และครัวเรือนกลุ่มที่มีรายได้สูงสุด มีรายได้เพิ่มขึ้นจาก 16,574 เป็น 17,429 บาท หรือคิดเป็น 13.2 เท่าของครัวเรือนกลุ่มแรก ซึ่งทำให้ช่องว่างของรายได้ระหว่างคนจน(กลุ่มที่ 1) และคนรวย(กลุ่มที่ 5) ลดลงจากปี 2549


ข้อมูลและภาพประกอบจาก


แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 55 จังหวัด ตั้งแต่ 1-7 บาท ภูเก็ตสูงสุด
เมื่อ วันศุกร์ 19 ตุลาคม 2007 - 20:30 ::: ผู้บันทึก: ict001 ::: 7177 คนอ่าน

ข่าวสารทั่วไป

นายจุฑาธวัช อินทรสุขศรี ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าววันนี้ (19 ต.ค.) ภายหลังการประชุมคณะกรรมการค่าจ้าง ว่า ที่ประชุมเห็นชอบการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำปี 2551 รวม 55 จังหวัด ตั้งแต่ 1-7 บาท ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ประกอบกับข้อคิดเห็นของคณะอนุกรรมการอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ จังหวัด ทั้ง 76 จังหวัด รวมกรุงเทพมหานคร คณะอนุกรรมการวิชาการและกลั่นกรอง กลุ่ม องค์กรแรงงานต่าง ๆ ตลอดจนข้อคิดเห็นของผู้แทนทั้ง 3 ฝ่ายในคณะกรรมการค่าจ้าง

นายจุฑาธวัช กล่าวว่า จังหวัดที่ได้ปรับเพิ่ม 1 บาท มีจำนวน 10 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก ชุมพร ตราด น่าน พิจิตร มหาสารคาม ยโสธร ร้อยเอ็ด สมุทรสงคราม และสระแก้ว ปรับเพิ่ม 2 บาท จำนวน 17 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี กำแพงเพชร ขอนแก่น ตรัง นครศรีธรรมราช บุรีรัมย์ แพร่ มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน ราชบุรี สกลนคร สตูล สระบุรี สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู และอ่างทอง

ปรับเพิ่ม 3 บาท จำนวน 20 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ จันทบุรี ชลบุรี ชัยนาท นครนายก นครปฐม นครราชสีมา นครสวรรค์ นนทบุรี ปทุมธานี ปราจีนบุรี พังงา พัทลุง เพชรบูรณ์ ระนอง ลพบุรี ลำพูน สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสุราษฎร์ธานี ปรับเพิ่ม 4 บาท จำนวน 5 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ เพชรบุรี ระยอง เลย และสิงห์บุรี ปรับเพิ่ม 5 บาท จำนวน 2 จังหวัด ฉะเชิงเทรา พระนครศรีอยุธยา และปรับเพิ่ม 7 บาท จำนวน 1 จังหวัด คือภูเก็ต ส่วนจังหวัดที่อยู่ระหว่างการรอพิจารณา คือจังหวัดอุทัยธานี ซึ่งทางกรรมการฝ่ายลูกจ้างขอตรวจคุณสมบัติอีกรอบ

นายจุฑาธวัช กล่าวด้วยว่า ในการพิจารณาครั้งนี้ไม่มีการปรับใน 20 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก นครพนม นราธิวาส ประจวบคีรีขันธ์ ปัตตานี ยะลา พะเยา ลำปาง ศรีสะเกษ สงขลา สุโขทัย สุพรรณบุรี อำนาจเจริญ อุดรธานี อุตรดิตถ์ และอุบลราชธานี เนื่องจากเป็นความยินยอมระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ซึ่งได้พิจารณาเกี่ยวกับเรื่องอัตราเงินเฟ้อ ความเป็นอยู่พอควรกับอัตภาพและคุณภาพ ทั้งนี้ จะมีการนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเร็ว ๆ นี้ เพื่อมีผลบังคับใช้ ในวันที่ 1 มกราคม 2551


อ่านต่อไป (95 ตัวพิมพ์) แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
วันออกพรรษา.. คืออะไร
เมื่อ วันอังคาร 16 ตุลาคม 2007 - 19:46 ::: ผู้บันทึก: ict001 ::: 21135 คนอ่าน

ข่าวสารทั่วไป

              วันออกพรรษา หมายถึง วันที่พ้นจากข้อกำหนดทางพระวินัย ที่ต้องอยู่ประจำที่หรือในวัดแห่งเดียวตลอด 3 เดือน ในฤดูฝนกล่าวคือ เมื่อพระภิกษุได้อธิฐาน อยู่จำพรรษาในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 (หรือ เดือน 9 กรณีเข้าพรรษาหลัง) แล้วอยู่ประจำที่หรือวัดนั้นเรื่อยไป จนสิ้นสุดในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 (หรือเดือน 12 ในกรณี เข้าพรรษาหลัง) หลังจากนี้ ก็สามารถจาริกไปค้างแรมที่อื่นได้ วันออกพรรษานี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วันปวารณา หรือวันมหาปวารณา คือวันที่พระสงฆ์ทำปวารณากรรม คือเปิดโอกาสให้เพื่อน พระภิกษุว่ากล่าวตักเตือนกันด้วยเมตตาจิตได้ เมื่อได้เห็นได้ฟังหรือ สงสัยในพฤติกรรมของกันและกัน ซึ่งวันออกพรรษา นับเป็นวันสำคัญของพุทธศาสนาด้วยเหตุผลดังนี้
             1. พระสงฆ์ได้รับพระบรมพุทธานุญาต ให้จาริกไปค้างแรมที่อื่นได้
             2. เมื่อออกพรรษาแล้ว พระสงฆ์จะได้นำความรู้จากหลักธรรม และประสบการณ์ที่ได้รับ ระหว่างพรรษาไปเผยแพร่แก่ประชาชน
             3. ในวันออกพรรษา พระสงฆ์ได้ทำปวารณา เปิดโอกาสให้ เพื่อนภิกษุว่ากล่าวตักเตือน เรื่องความประพฤติของตน เพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์ความเคารพนับถือ และความสามัคคีกันระหว่างสมาชิกของสงฆ์
             4. พุทธศาสนิกชนได้นำแบบอย่าง ไปทำปวารณาเปิดโอกาสให้ ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนตนเอง เพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาตน และสร้างสรรค์สังคมต่อไป

สำหรับประวัติความเป็นมาในวันออกพรรษา ได้กล่าวไว้คือ
            1. ส่วนที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประทับจำพรรษาอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถีนั้น มีพระภิกษุกลุ่มหนึ่ง แยกย้ายกันจำพรรษาอยู่ตามอารามรอบๆ นคร พระภิกษุเหล่านั้น เกรงจะเกิดการขัดแย้ง ทะเลาะวิวาทกันจนอยู่ไม่เป็นสุขตลอดพรรษา จึงได้ตั้งกติกาว่าจะไม่พูดจากัน (มูควัตร) เมื่อถึงวันออกพรรษา พระภิกษุเหล่านั้น ก็พากันไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ที่พระเชตวันมหาวิหาร กราบทูลเรื่องทั้งหมดให้ทรงทราบ พระพุทธเจ้า จึงทรงตำหนิว่า อยู่กันเหมือนฝูงปศุสัตว์ แล้วทรงมีพระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุกระทำการปวารณาต่อกันว่า
" อนุชานามิ ภิกขะเว วัสสัง วุตถานัง ภิกขูนัง ตีหิ ฐาเนหิ ปะวาเรตุง ทิฎเฐนะ วา สุเตนะ วา ปะริสังกายะ วา..." แปลว่า ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลาย ผู้จำพรรษาแล้ว ปวารณากัน ในสามลักษณะ คือด้วยการเห็นก็ดี ด้วยการได้ยินก็ดี ด้วย การสงสัยก็ดี
           2. การถือปฏิบัติวันออกพรรษาในประเทศไทย วันออกพรรษานี้ เป็นวันปวารณาของพระสงฆ์โดยตรง ที่จะต้องประชุมกันทำปวารณากรรมแทนอุโบสถกรรม สำหรับพุทธศาสนิกชน ฝ่ายคฤหัสถ์ ก็ถือว่าเป็นวันพระสำคัญ มักนิยมไปทำบุญทำทาน รักษาศีลและฟังธรรมเป็นกรณีพิเศษ นอกจากนี้ ยังมีประเพณีเนื่องด้วยวันออกพรรษาอีกอย่างหนึ่ง เรียกว่า ประเพณีตักบาตรเทโว คำว่า ตักบาตรเทโว มาจากคำเต็มว่า ตักบาตรเทโวโรหณะ คือ การตักบาตรเนื่องในโอกาสที่พระพุทธเจ้า เสด็จลงจากสวรรค์ขั้นดาวดึงส์ ซึ่งคัมภีร์อรรถกถาธรรมบทบันทึกไว้ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าแสดง ยมกปฏิหารย์ (ปฏิหาริย์เป็นคู่ ๆ) ที่ต้นมะม่วง ใกล้เมืองสาวัตถีแล้วก็เสด็จขึ้นไป จำพรรษาที่ 7 บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อเทศนาพระอภิธรรมโปรด พุทธมารดาเป็นเวลา 3 เดือน ครั้นออกพรรษาแล้ว พระพุทธเจ้าจึง เสด็จลงสู่มนุษย์โลกทางบันไดพาดลงใกล้เมืองสังกัสสะ
          ในเทศกาลออกพรรษานี้ มีหลักธรรมสำคัญ ที่ควรนำไปปฏิบัติ คือปวารณา ปวารณา ได้แก่ การเปิดโอกาสให้ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนตนเองได้ การปวารณานี้ อาจแบ่งบุคคลออกเป็น 2 ฝ่ายคือ
          1. ผู้ว่ากล่าวตักเตือน จะต้องเป็นผู้มีเมตตา ปรารถนาดีต่อผู้ที่ตนว่ากล่าวตักเตือน เรียกว่ามีเมตตา ทางกาย ทางวาจาและทางใจพร้อมมูล
          2. ผู้ถูกว่ากล่าวตักเตือน ต้องมีใจกว้าง มองเห็นความปรารถนาดี ของผู้ตักเตือน ดีใจมีผู้มาบอกขุมทรัพย์ให้ การปวารณานี้ จึงเป็นคุณธรรมสร้างความสมัครสมานสามัคคี และ ดำรงความบริสุทธิ์หมดจดไว้ในสังคมพระสงฆ์ การปวารณา แม้จะเป็นสังฆกรรมของสงฆ์ ก็อาจนำมาประยุกต์ใช้กับสังคมชาวบ้านได้ด้วย เช่น การปวารณากันระหว่างสมาชิกในครอบครัวในสถานศึกษา ในสถานที่ทำงาน พนักงานในห้างร้าน บริษัทและหน่วยราชการ เป็นต้น
 
การจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมในวันออกพรรษา และกิจกรรมเกี่ยวกับครอบครัว
          1. ทำความสะอาดบ้าน ประดับธงชาติและธงธรรมจักร จัดแต่งที่บูชาประจำบ้าน
          2. ศึกษาเอกสาร และสนทนาเกี่ยวกับความสำคัญของวันออกพรรษา รวมทั้งหลักธรรม เรื่อง ปวารณาและแนวทางปฏิบัติในครอบครัว
          3. สมาชิกในครอบครัว ปรึกษา หารือ หาแนวทางในการป้องกันการแก้ปัญหา โดยใช้หลักธรรม คือ ปวารณา
          4. นำครอบครัวไปบำเพ็ญกุศล ทำบุญตักบาตร บริจาคทาน
          5. ปฏิบัติธรรมที่วัด รักษาศีล ไหว้พระสวดมนต์ ฟังธรรม เจริญภาวนา ในกรณีที่เป็นวันหยุด

กิจกรรมเกี่ยวกับสถานศึกษา
1. ทำความสะอาดบริเวณโรงเรียน ประดับธงชาติและธงธรรมจักร จัดแต่งโต๊ะหมู่บูชา
2. ครูและนักเรียนร่วมกันศึกษา ถึงความสำคัญของวันออกพรรษา รวมทั้งหลักธรรม เรื่องปวารณา และแนวทางปฏิบัติในสถานศึกษา
3. ครูให้นักเรียนจัดทำป้ายนิเทศ หรือจัดนิทรรศการ ประกวดเรียงความ ทำสมุดภาพ ตอบปัญหาธรรม บรรยายธรรม อภิปรายธรรม
4. ครูให้นักเรียนจัดทำรายงาน เกี่ยวกับพฤติกรรมที่ดีกับพฤติกรรมที่ไม่ดี และวางแผนพัฒนาพฤติกรรมของตน โดยมีเป้าหมาย จะพัฒนาพฤติกรรมที่ดีให้มากขึ้น และลดพฤติกรรมไม่ดีให้น้อยลง
5. ประกาศเกียรติคุณของนักเรียน ที่ประพฤติตัวเป็นแบบอย่างที่ดี
6. ครูพานักเรียนไปร่วมกิจกรรมกับชุมชนที่วัด บำเพ็ญกุศล ทำบุญตักบาตร บริจาคทาน รักษาศีล ฟังธรรม สนทนาธรรม เจริญภาวนา ในกรณีที่เป็นวันหยุด

กิจกรรมเกี่ยวกับสถานที่ทำงาน
1. ทำความสะอาดบริเวณที่ทำงาน ประดับธงชาติและธงธรรมจักร จัดแต่งโต๊ะหมู่บูชา
2. ประชาสัมพันธ์ เกี่ยวกับความสำคัญของวันออกพรรษา รวมทั้งหลักธรรมเรื่อง ปวารณาและแนวทางปฏิบัติในถานที่ทำงาน
3. จัดให้มีการบรรยายธรรม และสนทนาธรรม
4. ร่วมกับบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ปลูกต้นไม้ บริจาคโลหิต
5. หัวหน้าหน่วยงานให้โอกาสผู้ร่วมงานไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีนิยม ในกรณีที่เป็นวันหยุด
6. จัดทำป้ายนิเทศ เกี่ยวกับอุดมการณ์ในการทำงาน โดยมีเป้าหมายจะละเว้นการกระทำชั่วในเรื่องใด ๆ

กิจกรรมเกี่ยวกับสังคม
1. วัด สมาคม มูลนิธิ หน่วยงาน องค์กร สื่อมวลชน ประชาสัมพันธ์เรื่องวันออกพรรษาโดยใช้สื่อทุกรูปแบบ
2. จัดพิมพ์เอกสารเกี่ยวกับความสำคัญของวันออกพรรษา รวมทั้งหลักธรรมเรื่อง ปวารณา และแนวทางปฏิบัติ เพื่อเผยแพร่ให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น และตามสถานที่ชุมชน เช่น สนามบิน สถานีรถไฟ สถานีขนส่ง โรงธรรม ศูนย์การค้า รวมทั้งบนยานพาหนะต่าง ๆ
3. เชิญชวนให้ประชาชนทั่วไป เข้าร่วมกิจกรรม ปฏิบัติธรรม และพิธีกรรมทางศาสนา เช่น ทำบุญตักบาตร ฟังธรรม รักษาศีล ไหว้พระสวดมนต์
4. รณรงค์ทางสื่อมวลชนต่างๆ ให้ลด ละ เลิก อบายมุข และให้งดจำหน่ายสิ่งเสพติดทุกชนิด
5. ประกาศเกียรติคุณสถาบัน หรือบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม
6. รณรงค์ให้มีการรักษา สภาพแวดล้อม ปลูกต้นไม้ ทำความสะอาด ที่สาธารณะ
7. จัดประกวด สวดสรภัญญะ บรรยายธรรม คำขวัญ บทร้อยกรอง บทความเกี่ยวกับวันออกพรรษา

ประโยชน์ที่จะได้รับ ในการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมวันออกพรรษา
1. พระพุทธศาสนิกชนมีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับความสำคัญของวันออกพรรษา รวมทั้ง หลักธรรมเรื่องปวารณา และแนวทางปฏิบัติ
2. พุทธศาสนิกชนเกิดเจตคติที่ดีต่อวันออกพรรษา และเห็นคุณค่าของการดำเนินชีวิตตามหลักธรรม คือ ปวารณา
3. พุทธศาสนิกชนเกิดศรัทธา ซาบซึ้ง และตระหนักในความสำคัญของพระพุทธศาสนา
4. พุทธศาสนิกเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี รู้จักปฏิบัติตนตามหน้าที่ชาวพุทธได้อย่างถูกต้อง 

ขอขอบคุณข้อมูลข่าว : สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ


แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
ย้อนกลับ < เลือกหน้า8 9 10 11 12 13 14 15 16 17  หน้าทั้งหมด:32 > ต่อไป : หัวข้อหลัก


Web site กระทรวงสาธารณสุขสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สาขาเขตพื้นที่ (พิษณุโลก) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย

โรงพยาบาลศรีสังวรสุโขทัย ต.คลองตาล อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย 64120 โทร 055-682030-42
อุบัติเหตุ ฉุกเฉิน แจ้ง หน่วยกู้ชีพศรีสังวร โทร 1669 หรือ 055-681331

Powered by the AutoTheme HTML Theme System
Page created in 0.290413 Seconds