ยินดีต้อนรับ ผู้เยี่ยมชม โรงพยาบาลศรีสังวรสุโขทัย

Login

 
 ชื่อเรียก
 รหัสผ่าน
 จำชื่อและรหัสผ่าน

Main Menu

 
 หน้าหลัก
 QualityOnline
 WWW3
 SSWRisk
 KMnet

บริการ
 ข้อมูลทั่วไปโรงพยาบาล
 แผนที่ที่ตั้งโรงพยาบาล
 ปฎิทินกำหนดการ
 โทรศัพท์ภายใน
 อนุสรณ์ 60 ปี ศรีสังวร
 รายงานการประชุม กบห.
 ตารางแพทย์ตรวจOPD
 ตรวจสอบสิทธิ : สุโขทัย
 ตรวจสอบสิทธิ : จ่ายตรง
 ตรวจสอบสิทธิ : ธนาคาร
 รายงานยอดผู้ป่วยใน
 อัตราครองเตียงผู้ป่วยใน
 การแยกประเภทผู้ป่วยใน
 ประวัติการรักษาผู้ป่วย
 ระบบ Finger Scan
 พจนานุกรม
 กระดานข่าว
 ห้องสมุด
 อัลบัมภาพ
 ค้นหา
 อัตราค่ารักษาพยาบาล

หน่วยงาน

 

กลุ่มอำนวยการ
 ระเบียบ/คำสั่ง

กลุ่มงานยุทธศาสตร์และแผนงานโครงการ
 แผนการลงทุนและการจัดซื้อจัดจ้าง
 บัญชีครุภัณฑ์การแพทย์ ครุภัณฑ์อื่นและสิ่งก่อสร้าง
 แบบเสนอความต้องการพัสดุ
 แผน CUP อ.ศรีสำโรง
 Form Template สำหรับเสนอข่าวสารโรงพยาบาล

กลุ่มงานเภสัชกรรม
 แนวทางการปฏิบัติงาน

กลุ่มการพยาบาล
 ตารางเวรตรวจการฯ
 งาน IC
 งานคุณภาพการพยาบาล
 คลินิกเคมีบำบัด
 ตรวจสุขภาพเชิงรุก

กลุ่มงานเวชกรรมฟื้นฟู
 กายภาพบำบัด
 กิจกรรมบำบัด
 แพทย์แผนไทย
 KM เวชกรรมฟื้นฟู

ฝ่ายบริหารทั่วไป
 ข่าวสารบ้านพัก รพ.

Web Admin
 จัดการเวบหน่วยงาน

xraypacs xraypacs











รายการใช้วัสดุ-เพื่อเสนอราคา


KM srisangworn



sahakorn srisangworn


ย้อนกลับ < เลือกหน้า9 10 11 12 13 14 15 16 17 18  หน้าทั้งหมด:32 > ต่อไป : หัวข้อหลัก
ศัลยกรรมสไตล์เกาหลี... ฮิตฮอตมาแรงจริงๆ
เมื่อ วันเสาร์ 13 ตุลาคม 2007 - 10:48 ::: ผู้บันทึก: ict001 ::: 17545 คนอ่าน

ข่าวสารทั่วไป

สวยด้วยมีดหมอ ไม่ได้เป็นกระแสฮอตเฉพาะในหมู่แวดวงคนบันเทิง ดารา นางแบบ นักร้อง หรือนางงาม ที่ต้องหากินอยู่กับความสวยความงามเท่านั้น แต่ทุกวันนี้ กระแสนิยมการทำศัลยกรรมเสริมความงาม กำลังแพร่ระบาดไปทั่วทุกวงการ ไม่เว้นแม้แต่วัยรุ่นวัยทีน ที่ร่ำร้องอยากสวยใสแบบสาวเกาหลี...ซะเหลือเกิน!!

คำยืนยันจากศัลยแพทย์มือหนึ่งของเมืองไทย นพ.ปรีชา เตียวตรานนท์ หัวหน้าทีมศัลยแพทย์ตกแต่ง แผนกศัลยแพทย์ตกแต่ง โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ฉายให้เห็นแนวโน้มว่า สมัยก่อนการทำศัลยกรรมยังจำกัดอยู่ในกลุ่มแวดวงบันเทิง รวมถึงสาวประเภทสอง แต่ระยะหลังมานี้ ความนิยมในการทำศัลยกรรมเริ่มแพร่กระจายไปในกลุ่มสาวทำงาน มีจำนวนมากที่เก็บเงินเก็บทองมาทำตาสองชั้น, เสริมจมูก และที่น่าแปลกใจคือ ในระยะ 10 ปีมานี้ สาวไทยนิยมทำหน้าอกเพิ่มความอึ๋มกันเยอะขึ้นมาก จาก 0% พุ่งขึ้นเป็น 100% เพียงแต่ยังปกปิดเป็นความลับ เพราะถือเป็นจุดที่น่าอายที่สุด

ไม่เฉพาะแต่สาวทำงานเท่านั้น แม้แต่กลุ่มวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ก็หันมานิยมการทำศัลยกรรม!! คุณหมอปรีชา เล่าว่า ในช่วง 2-3 ปีนี้ มีเด็กวัยรุ่นมาทำศัลยกรรมกับหมอเยอะมาก แต่กลุ่มนี้จะค้นคว้าหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตมาอย่างดี เข้าใจและรู้หมดว่าตัวเองกำลังทำอะไร อย่างบางคนอายุแค่ 15-16 ปี ก็ขอเสริมหน้าอกแล้ว แต่ส่วนใหญ่จะนิยมเสริมหน้าอกให้ใหญ่ขึ้นแค่คัพเดียว ไม่ต้องการไซส์มโหฬาร การทำหน้าอกมีอยู่ด้วยกันหลายวิธีและหลายราคา สมัยก่อนเสริมหน้าอก เสียค่าใช้จ่าย 25,000 บาท แต่สมัยนี้ราคาพุ่งขึ้นเป็น 120,000-150,000 บาท ถ้าทำจมูกก็ตกราว 15,000-30,000 บาท จากสมัยก่อน ทำจมูกคิดแค่ 3,000 บาท

นอกจากจะฮิตการเสริมหน้าอกเพิ่มอึ๋มแล้ว คุณหมอยืนยันว่า เทรนด์การทำศัลยกรรมสไตล์เกาหลีก็มาแรงมาก วัยรุ่นไทยสมัยนี้ จะตัดรูปดาราเกาหลีมาให้หมอดูเป็นตัวอย่างว่า อยากได้ตาแบบนี้ จมูกแบบนี้ การทำศัลยกรรมสไตล์เกาหลี จะเน้นความเป็นธรรมชาติ มองด้วยตาเปล่าไม่รู้ว่าทำศัลยกรรม อย่างเช่น การทำตา จะเป็นตาสองชั้นทรงสระอิแบบเอเชีย หรือไม่ก็สองชั้นหางตาเตียวเสี้ยน มากกว่าจะเป็นตาสองชั้นใหญ่เป็นตากบดูลึกโบ๋แบบฝรั่ง ส่วนจมูก ก็นิยมแบบโด่งตรงและคม ไม่โด่งตั้งแบบฝรั่ง หรือเรียวแหลม บางคนยังเหลาคางให้เรียวลงด้วย แต่หมอจะไม่ค่อยแนะนำให้ทำ เพราะการเหลาคางเป็นเรื่องใหญ่มาก ต้องคุยกันให้เคลียร์ว่าอยากทำจริงๆ

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หนุ่มไทยจำนวนไม่น้อย ยังมาหาหมอเพื่อทำอวัยวะเพศจากเล็กให้ใหญ่เบิ้มขึ้นด้วย... “การผ่าตัดขยายขนาดอวัยวะเพศชาย เสียค่าใช้จ่าย 100,000-200,000 บาท โดยเทคนิคการทำต้องเริ่มจากการยืดอวัยวะเพศชายให้ยาวขึ้นราว 1 นิ้ว จากนั้นใส่วงแหวนเพื่อเพิ่มรอบวงขนาดอวัยวะเพศให้ใหญ่ขึ้น แต่ต้องระวังอย่างมาก ห้ามตัดโดนเส้นประสาทเด็ดขาด เพราะจะทำให้ความรู้สึกไม่เหมือนเดิม”

ส่วนการทำศัลยกรรมแปลกๆที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกัน คุณหมอปรีชาก็ได้แสดงฝีมือมาเยอะแล้วไม่ว่าจะเป็น การเสริมก้นให้อวบอิ่ม ทำโดยผ่าร่องก้นตรงกลาง แล้วสอดถุงซิลิโคนเข้าไปในแก้มก้นทั้ง 2 ข้าง สนนราคาอยู่ที่ 150,000 บาท อีกเคสที่น่าสนใจก็คือ การผ่าตัดแปลงเพศเปลี่ยนผู้หญิงเป็นผู้ชาย!! อันนี้นิยมทำในหมู่ทอมญี่ปุ่น เริ่มต้นคุณหมอจะให้คุยกับจิตแพทย์จนแน่ใจว่าอยากเป็นผู้ชายจริงๆ จากนั้นให้ฮอร์โมนเพศชายต่อเนื่องกัน 6 เดือน เพื่อปรับสภาพร่างกายให้พร้อม เมื่อถึงเวลาผ่าตัด หมอจะเริ่มจากการตัดมดลูก, ตัดรังไข่ และปิดช่องคลอด แล้วจึงทำอวัยวะเพศชาย โดยใช้หนังและเส้นประสาทจากแขนคนไข้ หรือหน้าท้อง มาหุ้มซิลิโคนทำเป็นอวัยวะเพศชายและไข่ ผลที่ได้รับก็คือ ยืนปัสสาวะได้, มีอวัยวะเพศเหมือนกับจู๋ของเด็ก และสามารถร่วมเพศได้ แต่ไม่มีความรู้สึกเหมือนชายแท้ การผ่าตัดแบบนี้เสียค่าใช้จ่ายราว 300,000 บาท คนไข้ต้องทานฮอร์โมนเพศชายตลอดชีวิต

อย่างไรก็ดี คุณหมอปรีชากล่าวย้ำว่า การทำศัลยกรรมไม่มีอันตรายอย่างที่คิด ถ้าทำกับแพทย์ที่มีความชำนาญ และใช้ซิลิโคนแบบเพียวริไฟล์ สำหรับทางการแพทย์จริงๆ พักฟื้นแค่อาทิตย์เดียว ก็กลับไปทำงานได้ ส่วนที่มีข่าวจมูกเน่า หรือนมเน่า ส่วนใหญ่เกิดจากคลินิกเถื่อน ใช้ซิลิโคนผิดประเภท เช่น เอาซิลิโคนรถยนต์มาใส่ให้คนไข้ ถ้าอยากทำศัลยกรรม ต้องศึกษาข้อมูลให้ดีถึงผลดีผลเสีย เพราะการทำศัลยกรรมคือการผ่าตัด ไม่ใช่การเสริมสวย ยังไงก็มีความเสี่ยงในตัวเอง!!


แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
"ขนมจีนอบแห้ง-น้ำยาผงกึ่งสำเร็จรูป" โกอินเตอร์
เมื่อ วันอาทิตย์ 07 ตุลาคม 2007 - 08:15 ::: ผู้บันทึก: ict001 ::: 8671 คนอ่าน

ข่าวสารทั่วไป

       นักวิจัย ม.เกษตร หยิบ "ขนมจีนน้ำยา" อีกหนึ่งอาหารยอดนิยมของคนไทยมาแปรรูปให้สามารถเก็บรักษาได้นานขึ้น ด้วยการพัฒนาเป็นขนมจีนอบแห้ง และน้ำยาผงกึ่งสำเร็จรูป โดยมีการจับมือกับผู้ประกอบการในท้องถิ่นเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้ด้วยอีกทางหนึ่ง
       
       ดร.สิริชัย ส่งเสริมพงษ์ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะอุตสาหกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และทีมงานผู้คิดค้นและพัฒนาการแปรรูปขนมจีนอบแห้งและน้ำยาผงกึ่งสำเร็จรูป เล่าว่า
       
       "ขั้นตอนของการผลิตขนมจีนอบแห้ง จะเริ่มจากการนำข้าวหรือปลายข้าวเจ้ามาล้างให้สะอาด แช่ไว้ 30 นาที แล้วหมักทิ้งไว้ 3 - 4 วัน จากนั้นล้างข้าวหมักด้วยน้ำสะอาด 2 - 3 ครั้ง แล้วจึงนำไปโม่ และเหวี่ยงแยกน้ำ นำแป้งที่ได้ผสมน้ำ 20% แล้วนำไปนึ่งให้สุก หลักจากนั้นนำมานวดผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน สำหรับขนมจีนอบแห้งคืนรูปเร็วจะทำโดยการเติมสารไฮโดรคอลลอยด์ ซึ่งมีคุณสมบัติดูดซับน้ำได้เร็ว หลังจากนั้นจะนำไปเข้าเครื่องกดไฮโดรลิกเพื่อกดเส้นผ่านหน้าแปลนเจาะรู แล้วอบแห้งด้วยเครื่องอบแห้งแบบลมร้อนที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส นาน 2 ชั่วโมง
       
       การรับประทานขนมจีนอบแห้งนี้ทำโดย นำมาต้มในน้ำเดือดนาน 8 นาที หรือแช่น้ำ 5 นาที แล้วต้มน้ำเดือด 5 นาที ส่วนขนมจีนชนิดคืนรูปเร็วนั้น เพียงเติมน้ำร้อนทิ้งไว้ 3 นาที ก็นำมารับประทานได้เลย"
       
       ส่วนการทำน้ำยากะทิ หรือน้ำยาป่าอบแห้งนั้น เริ่มจากการบดเครื่องแกงและปลาให้ละเอียด นำกะทิตั้งไฟผสมเนื้อปลา และเครื่องแกงเข้าด้วยกัน ปรุงรสด้วยน้ำปลา เกลือ และน้ำตาล จากนั้นนำไปอบแห้งและบรรจุใส่ซอง การรับประทานไม่ยากเพียงแค่ผสมน้ำเดือดครึ่งแก้ว (75 กรัม) ต่อน้ำยาผง 1 ซอง ก็สามารถนำไปรับประทานกับขนมจีนได้เลย
       
       สำหรับที่มาของโครงการนี้ ทางคณะวิจัยได้รับทุนจากสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2543 ในการแปรรูปข้าวให้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่ม และมีศักยภาพในการส่งเป็นสินค้าออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ
       
       นอกจากนั้นยังได้ทุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เพื่อพัฒนาโรงงานต้นแบบขนาดเล็กสามแห่ง ในชุมชนบ้านประโดก จังหวัดนครราชสีมา, โรงขนมจีนแสงดาว จังหวัดอุดรธานี, และโรงแป้งมังกรทอง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นแหล่งผลิตขนมจีนที่มีชื่อเสียงมานาน โดยจะพัฒนาเป็นโรงงานต้นแบบผลิตขนมจีนอบแห้ง และน้ำยาผงกึ่งสำเร็จรูป ซึ่งไม่เพียงแต่เพิ่มช่องทางการจำหน่ายไปยังต่างแดน ยังช่วยให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถพัฒนาศักยภาพทางการผลิต การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ได้ด้วย
       
       ดร.สิริชัยเผยทิ้งท้ายว่า ข้อควรระวังของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวคือ เส้นขนมจีนแห้งมีความเปราะหักง่าย และน้ำยาผงกึ่งสำเร็จรูปมีความไวต่อความชื้น จึงต้องออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมด้วย


แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
ถึงพูดไม่คล่องแต่เข้าสมองคนฟัง
เมื่อ วันเสาร์ 06 ตุลาคม 2007 - 09:53 ::: ผู้บันทึก: ict001 ::: 6465 คนอ่าน

ข่าวสารทั่วไป

ประโยคที่ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงอืม…เอ้อ…อ้า ทำให้คนฟังต้องใช้สมาธิและคาดเดาวลีที่จะตามมา จึงทำให้ประโยคนั้นเป็นที่จดจำได้มากขึ้น
       เดลิเมล์ - การพูดจาเอ้อๆ อ้าๆ อาจทำให้คนฟังหงุดหงิด แต่จริงๆ แล้วนักวิจัยบอกว่า คำพูดขาดช่วงแบบนี้ที่ทำให้แต่ละประโยคหลุดจากปากออกมาช้าลง กลับทำให้คนฟังเข้าใจและจดจำได้มากขึ้น      
        ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยสเตอร์ลิง และมหาวิทยาลัยเอดินเบิร์กในสก็อตแลนด์ อธิบายว่า การพูดจาตะกุกตะกัก และเว้นจังหวะด้วยวลี ‘อืม…’ ‘เอ้อ…’ และ ‘อ้า…’ ทำให้คนฟังต้องตั้งใจฟังมากขึ้น
        ในการวิจัย ผู้เชี่ยวชาญขอให้อาสาสมัครฟังชุดประโยค ซึ่งรวมถึงประโยคที่ตะกุกตะกัก จากนั้น จึงทำการทดสอบว่าอาสาสมัครเหล่านั้นจำสิ่งที่ได้ยินได้ฟังได้มากน้อยแค่ไหน       
        ผู้เชี่ยวชาญพบว่า เสียง ‘เอ้อ…’ ที่สอดแทรกอยู่ในประโยคคำพูด ทำให้คนฟังจดจำประโยคนั้นได้อย่างชัดเจน
        หลังจากฟังเทปผ่านไปหนึ่งชั่วโมง อาสาสมัครทำแบบทดสอบและได้คะแนนการจดจำคำต่างๆ ได้ถูกต้องถึง 60% ในประโยคที่มีเสียงเอ้อๆ อ้าๆ เทียบกับ 55% สำหรับประโยคที่ไม่มีจุดสะดุด
        ดร.มาร์ติน คอร์ลีย์ จากแผนกปรัชญา จิตวิทยา และภาษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอดินเบิร์ก ชี้ว่าประโยคที่ขาดช่วงเป็นการขัดจังหวะที่กระตุ้นให้คนฟังคาดเดาคำพูดที่จะตามมา
        ด้วยเหตุนี้ บรรดาพิธีกร นักการเมือง ทนายความ และบาทหลวง จึงได้รับคำแนะนำให้สอดแทรกเสียงเอ้อ…อ้า…อืม…ไว้ในประโยคที่พูดด้วย
        อนึ่ง ขณะนี้ นักวิจัยกำลังศึกษาว่าคำบางคำ อาทิ ‘เช่น’ ส่งผลต่อคนฟังแบบเดียวกันนี้หรือไม่


อ่านต่อไป (50 ตัวพิมพ์) แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดคลอดแล้ว
เมื่อ วันศุกร์ 05 ตุลาคม 2007 - 11:36 ::: ผู้บันทึก: ict005 ::: 6966 คนอ่าน

ข่าวสารทั่วไปเมื่อสัปดาห์ผ่านมา (19 กันยายน 2550) สำนักงาน ก.พ. นัดรวมพลข้าราชการทุกสังกัด ชี้แจงรายละเอียดมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการหรือโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด เพื่อปรับกำลังคนภาครัฐให้มีขนาดและคุณภาพที่เหมาะสมสอดคล้องงานและภารกิจของส่วนราชการ นายปรีชา วัชราภัย เลขาธิการ ก.พ. กล่าวในการประชุมชี้แจงเกี่ยวกับมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการแก่ผู้แทนข้าราชการจากทุกส่วนราชการ ว่า “เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2550 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบข้อเสนอมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังส่วนราชการตามที่สำนักงาน ก.พ. เสนอ คือ กำหนดให้มาตรการดังกล่าวมีระยะเวลาไม่เกิน 5 ปีงบประมาณ (พ.ศ. 2552-2556) ยกเว้นข้าราชการทหารที่สามารถดำเนินการได้ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2551 โดยหากส่วนราชการใดพิจารณาแล้วเห็นว่าการดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานโดยรวมของส่วนราชการ และมีงบประมาณของส่วนราชการรองรับให้พิจารณาดำเนินการได้”

“โดยหัวใจสำคัญของมาตรการนี้ คือ ต้องการให้กำลังคนภาครัฐมีขนาดและคุณภาพที่เหมาะสมสอดคล้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลภาครัฐแนวใหม่ เพื่อให้การใช้กำลังคนเป็นไปอย่างคุ้มค่า ประหยัด เต็มศักยภาพ และได้ประโยชน์สูงสุด ดังนั้นก่อนที่ส่วนราชการจะเปิดรับสมัครให้ข้าราชการเข้าร่วมโครงการ ส่วนราชการจะต้องจัดทำแผนอัตรากำลังคนว่าส่วนราชการของตนจะมีอัตรากำลังเกิน เหมาะสม หรือขาด และมีโครงสร้างอายุกำลังคนเป็นอย่างไรเสียก่อน เพื่อให้ส่วนราชการมีกำลังคนที่มีขนาดเหมาะสมกับงาน และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ยกเว้นการใช้มาตรการนี้สำหรับข้าราชการในงานหรือสาขาวิชาชีพที่ขาดแคลนตามที่ส่วนราชการเจ้าสังกัดเป็นผู้พิจารณากำหนด (เว้นกรณีจำเป็นอาจให้ออกได้ไม่เกินร้อยละ 5 ของจำนวนคนในสายงานวิชาชีพนั้น) รวมถึงห้ามข้าราชการผู้รับผิดชอบงานโครงการสำคัญของส่วนราชการเข้าร่วมมาตรการ และอื่นๆ ตามที่ส่วนราชการเห็นเหมาะสม นอกจากนี้ เนื่องจากเงินก้อนสำหรับผู้เข้าร่วมมาตรการต้องเบิกจ่ายจากงบบุคลากรของส่วนราชการ ซึ่งไม่รวมเงินนอกงบประมาณ ดังนั้นส่วนราชการจึงต้องคำนวณว่ามีงบประมาณเพียงพอที่จะรองรับผู้เข้าร่วมมาตรการดังกล่าวหรือไม่” นายปรีชา วัชราภัย กล่าวเพิ่มเติม

มาตรการดังกล่าวมีกลุ่มเป้าหมาย คือ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ข้าราชการพลเรือนในพระองค์ ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการทหาร ข้าราชการธุรการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญครบ 25 ปี (ไม่รวมเวลาราชการทวีคูณ) โดยต้องมีเวลาราชการเหลือ 1 ปีขึ้นไป และไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักราชการ ถูกสอบสวนหรือสอบหาข้อเท็จจริงทางวินัย ไม่เป็นผู้ซึ่งอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะต้องออกจากราชการไม่ว่ากรณีใดตามกฎหมาย รวมทั้งกรณีถ้าเป็นผู้อยู่ระหว่างปฏิบัติราชการชดใช้ตามสัญญาที่ได้ทำไว้กับส่วนราชการ ให้ดำเนินการตามที่มาตรการกำหนด
ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมมาตรการจะได้รับเงินก้อน 8-15 เท่าของเงินเดือน และสิทธิประโยชน์อื่น อาทิ การยกเว้นการชำระส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัย การเลื่อนขั้นเงินเดือนเพื่อคำนวณบำเหน็จบำนาญ ไม่ต้องเสียภาษีเงินก้อนตามมาตรการ และสิทธิในการเสนอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์

ขอย้ำว่ามาตรการนี้ไม่ได้เป็นการบังคับใช้ แต่อาศัยความสมัครใจ ส่วนราชการใดจะนำมาตรการนี้ไปใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจทั้งในเรื่องสัดส่วนอัตรากำลังว่าไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานโดยรวม และมีงบประมาณด้านบุคลากรเพียงพอรองรับข้าราชการที่จะเข้าร่วมมาตรการหรือไม่ ขณะที่ข้าราชการจะเข้าร่วมมาตรการหรือไม่ ก็เป็นสิทธิ์โดยชอบธรรมของแต่ละคนเองเช่นกัน” เลขาธิการ ก.พ. กล่าวทิ้งท้าย

ส่วนราชการหรือข้าราชการที่ต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้โดยตรงที่ สำนักงาน ก.พ. สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง และสำนักงานกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และสายด่วนสำนักงาน ก.พ. 1786 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์สำนักงาน ก.พ. www.ocsc.go.th

ที่มา: ข่าวประชาสัมพันธ์ - สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)

แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
ตัดเล็บอย่างไรให้มีโชค
เมื่อ วันศุกร์ 28 กันยายน 2007 - 19:52 ::: ผู้บันทึก: ict001 ::: 6316 คนอ่าน

ข่าวสารทั่วไป

ตัดเล็บอย่างไรให้มีโชค
ฟอร์เวิร์ดเมล์ โดย Anonymous เวลา 08:44 น.
          บทความนี้ได้มาจากฟอร์เวิร์ดเมล์ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน...ขอขอบคุณเจ้าของบทความด้วยครับ
อันความเชื่อในครั้งบรรพกาล ของคนรุ่นผู้เฒ่าผู้แก่ ที่ถือปฏิบัติมาเพื่อเสริมมงคลและโชคลาภให้แก่ชีวิต" ขออนุญาตินำมาเล่าสู้กันฟังในวันว่างค่ะ 
         "เล็บ" เป็นสิ่งที่ต่อจากกระดูก โดยงอกแทรกออกมาจากเนื้อและหนังของเรา นับเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของคนเรา การจะตัดทิ้งหรือตัดออกย่อมมีผลกระทบต่อเราโดยตรง หากเราตัดเล็บในวันไม่ดี บ่อยๆครั้งเข้า อาจทำให้ชีวิตเรามีเรื่องเกิดขึ้น ซึ่งบางครั้งเรามักไม่เคยสังเกตุว่าเกิดอะไรขึ้นกับเราบ้าง ทั้งด้านดีและไม่ดี
          ดังนั้นเวลาจะตัดเล็บ ควรจะดูวันที่ควรจะตัดสักหน่อย อย่างน้อยๆ ไม่ได้ทำให้เราเสียเงินหรือเสียเวลาอะไรมากมาย เป็นการเดินตามผู้ใหญ่ไม่มีโทษอะไร ท่านว่าไว้:

  1. ควรตัดเล็บวันอาทิตย์ - ท่านว่าจะทำให้มีโชคดี ได้โชคลาภอย่างนึกไม่ถึงและมีเรื่องดีๆมาถึงตนเอง
  2. ควรตัดเล็บวันจันทร์ - ผู้ใดตัดเล็บในวันนี้ นับเป็นเรื่องดีจะได้ลาภใหญ่ เกิดขึ้นกับตนเอง
  3. ห้ามตัดเล็บวันอังคาร - คนโบราณมักจะห้ามตัดเล็บในวันอังคาร์ (เพราะถือว่าเป็นวันดุ) ดังนั้นหากใครตัดเล็บในวันนี้จะทำให้หมดราศี และอาจต้องมี เรื่องให้เสียทรัพย์สินเงินทอง
  4. ควรตัดเล็บวันพุธ - หากใครตัดเล็บในวันนี้จะเป็นมงคลแก่ตน ในด้านคุ้มครอง-ปกป้องจากสิ่งชั่วร้าย สิ่งไม่ดีต่างๆ ไม่ให้มากล้ำกรายได้
  5. ห้ามตัดเล็บวันพฤหัสฯ - โบราณว่าวันนี้เป็นวันครู ท่านห้ามตัดเล็บ ผู้ใดตัดเล็บในวันนี้ จะได้รับความเดือดร้อนมีเรื่องยุ่งยากเข้ามาเป็นอุปสรรค
  6. ควรตัดเล็บวันศุกร์ - ผู้ตัดเล็บในวันนี้ ตำราว่าจะได้ลาภ มีมงคล อุดมสมบูรณ์
  7. ห้ามตัดเล็บวันเสาร์ - ใครก็ตามที่ตัดเล็บในวันนี้ จะส่งผลด้านสุขภาพ ล้มป่วยไม่ สบาย เป็นโรคภัยต่างๆ
  8. ห้ามตัดเล็บวันพระ - คนที่ตัดเล็บวันนี้ มักจะอายุสั้น ล้มป่วยไม่สบายง่าย และมีเรื่อง เดือดร้อน มักเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายๆ

แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
ความสุขง่าย ๆ ในที่ทำงาน
เมื่อ วันจันทร์ 24 กันยายน 2007 - 06:57 ::: ผู้บันทึก: service ::: 7972 คนอ่าน

ข่าวสารทั่วไป

          ที่ทำงาน อาจเปรียบได้ว่าเป็นบ้านหลังที่สอง บางคนอาจหมายถึงสวรรค์ หรือวิมานแห่งความสุข ซึ่งหากใครรู้สึกแบบนี้ ก็อาจเดาได้ว่างาน คือ ความสุข คือ ชีวิตของคุณเลยทีเดียว และแน่นอนว่า ที่ทำงานของคุณต้องมีแต่เรื่องดีๆ ที่ทำให้คุณไม่เบื่องานเลยทีเดียว
          แต่เชื่อว่ายังมีอีกหลายๆ ท่าน ที่ไม่ได้คิดเห็น หรือยอมรับความหมายของที่ทำงานในแบบที่กล่าวมาข้างต้น บางท่านอาจเปรียบเหมือนสถานกักกัน คุก หรือบางท่านอาจกล่าวออกมาลอยๆ เลยก็ได้ว่า  “นรกชัดๆ ” ถ้าหลายท่านคิดแบบนี้ ก็อาจจะพูดได้ว่า ท่านกำลังไม่มีความสุขกับงานที่ท่านทำอยู่ บางคนอาจต้องประสบกับภาวะกดดันบางอย่าง หรือมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน เป็นต้น
          คราวนี้เราจึงนำเคล็ดไม่ลับ ในการหาความสุขใส่ตัว ไม่ต้องปวดหัวกับเรื่องใด ๆ มากมายนัก กับสิ่งรอบข้างในที่ทำงาน ให้กับคนในประเภทหลัง ได้นำไปปฏิบัติ เพื่อหาความสุขในที่ทำงานกันแบบสบาย ๆ

หมั่นเติมความสดชื่น กระปรี้กระเปร่าให้กับชีวิต
         หากปัจจุบัน คุณรู้สึกเบื่อหน่ายกับการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลในเรื่องใดก็ตาม ทั้งงานที่อาจจะดูซ้ำซาก หรือเพื่อนร่วมงานที่ทำให้งานของคุณดูน่าเบื่อ ลองนึกย้อนกลับไปถึงวันแรกๆ ที่คุณเข้ามาทำงาน จำให้ได้ว่าคุณมีไฟอยู่มากมายเพียงไร และเคยคิดที่จะทำอะไรให้แก่องค์กรของคุณบ้าง ถึงวันนี้คุณได้ทำในสิ่งที่คุณตั้งใจไว้ได้กี่เปอร์เซ็นต์แล้ว เมื่อคิดย้อนกลับไปในเวลาเหล่านั้นได้ ลองกลับมาจัดโต๊ะทำงานเสียใหม่ ระลึกถึงสิ่งที่คุณตั้งใจที่จะทำให้สำเร็จ และหาเหตุผลว่างานนี้สำคัญกับคุณเพียงไร จดข้อความเหล่านี้ใส่กระดาษไว้ แล้วแปะมันไว้ในที่ๆ คุณจะสามารถมองเห็นได้อยู่เสมอ ทุกครั้งที่คุณรู้สึกเบื่อหน่าย ลองกลับมาอ่านข้อความเหล่านี้ จะทำให้คุณมีแรงลุกขึ้นสู้อีกครั้ง

หมั่นเติมความสดชื่นให้กับร่างกายอยู่เสมอ
         หาแก้วน้ำใบที่คุณโปรดปราน มาวางไว้ใกล้ ๆ มือ พร้อมกับน้ำสะอาด เพื่อที่คุณจะได้รับน้ำสะอาดครบ 8 แก้วในแต่ละวัน หรือหาน้ำผลไม้ ขนมขบเคี้ยวที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย มารับประทานแทนน้ำอัดลม กาแฟ หรือ จังค์ฟู้ดต่างๆ จะทำให้ร่างกายของคุณได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์อยู่เสมอ ไม่ทำให้ร่างกายของคุณต้องเหนื่อยล้าเกินไปสำหรับการทำงานตลอดทั้งวัน

อย่าละเลยที่จะสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน
         รวมทั้งแม่บ้าน เด็กรับส่งเอกสาร หรือ รปภ. รวมทั้งจดจำชื่อของพวกเขาให้แม่นยำ เพราะบุคคลเหล่านี้ก็เป็นกลไกสำคัญที่จะสามารถช่วยให้งานของคุณประสบความสำเร็จได้ในวันหนึ่งเช่นเดียวกัน แถมยังเป็นแหล่งข่าวที่เยี่ยมยอดทีเดียว

หาเวลาออกกำลังกายในเวลาทำงาน
          การหาโอกาสกอบโกยผลประโยชน์แบบนี้ใส่ตัวในที่ทำงานเป็นเรื่องที่ควรทำมาก ๆ เราสามารถยืดเส้นยืดสายได้ด้วยการนำเอกสารเดินไปส่งที่โต๊ะของเพื่อนร่วมงาน แทนการใช้บริการของเด็กส่งเอกสาร หรือแม่บ้าน แม้จะไม่ใช่หน้าที่ของคุณ เพราะวิธีนี้นอกจากจะช่วยให้คุณกระฉับกระเฉงตลอดเวลาแล้ว ยังทำให้คุณได้สร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานได้มากขึ้น และยังทำให้คุณได้รู้จักกับเพื่อนร่วมงานแผนกอื่นๆ มากขึ้นอีกด้วย

อย่าปล่อยให้ตนเองจมอยู่กับความเคยชิน
          พยายามเปลี่ยนบรรยากาศให้กับชีวิตการทำงานอยู่เสมอ เปลี่ยนที่รับประทานอาหารกลางวันเสมอ ๆ หากรู้สึกเบื่อกับร้านเดิมๆ หรือลองไปหาอะไรทานกับเพื่อนต่างแผนกดูบ้าง หรือบางทีอาจลองไปใช้ห้องน้ำที่ชั้นอื่น วิธีนี้ นอกจากจะช่วยให้คุณลดความเบื่อหน่ายในชีวิตประจำวันแบบเดิม ๆ แล้ว ยังทำให้คุณรู้จักคนเพิ่มมากขึ้น และยังช่วยเปิดโลกทัศน์ของคุณให้กว้างขึ้นอีกด้วย อย่างน้อยก็จะได้รู้ว่าคนในแผนกอื่นๆ เค้าคิดอะไรกัน หรืออย่างมาก คนเหล่านั้นอาจเป็นที่พึ่งให้คุณได้ในยามที่คุณมีปัญหา

จัดลำดับความสำคัญของงานตามความยากง่าย
        เลือกทำงานงานที่ยากที่สุด หรือต้องใช้เวลามากเป็นอันดับแรก เพราะคุณอาจต้องใช้สมองหรือสมาธิมากกว่าปกติ และเมื่องานที่ยากที่สุดเสร็จลง คุณก็จะมีเวลาเหลือพอที่จะทำงานที่ยากน้อยกว่า หรืองานที่คั่งค้างอื่นๆ ให้เสร็จลงโดยใช้เวลาไม่มากนัก

หากมีปัญหาเกิดขึ้นในงานที่คุณรับผิดชอบ
         การกล่าวโทษตัวเองย่อมดีกว่าการหาข้ออ้างมากล่าวโทษผู้อื่น มันไม่ใช่เรื่องน่าอายหากจะยอมรับในความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ตรงกันข้าม จะทำให้คุณเป็นคนที่รู้จักรับผิดชอบ และผลลัพธ์อาจจะออกมาดีกว่าที่คุณคาดคิดไว้ได้ แต่ข้อสำคัญ คือ คุณจะต้องถือเอาความผิดพลาดในครั้งนั้นเป็นบทเรียน และระมัดระวังไม่ให้เกิดขึ้นอีก

หากมีความผิดพลาดโดยมีคุณเกี่ยวข้องกับความผิดพลาดนั้น
        จงอย่าปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความรู้สึกผิด ไม่มีใครที่จะทำผิดได้ตลอดเวลา และในขณะเดียวกันก็ไม่มีใครที่จะถูกได้เสมอไป เราต้องเรียนรู้ที่จะเป็นได้ทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน อย่าให้ความรู้สึกผิดนั้นทำให้คุณขาดความมั่นใจที่จะทำงานหรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ให้แก่ตนเองและองค์กร บอกตัวเองไว้เสมอว่าไม่เป็นไร ถ้าเรามีความตั้งใจที่ดีจริง ความผิดนั้นย่อมได้รับการอภัย

อย่าสร้างศัตรูในที่ทำงาน
         สิ่งสำคัญที่ควรระลึกไว้เสมอ ก็คือ อย่าสร้างศัตรูในที่ทำงาน เพราะหากมีบุคคลดังกล่าวขึ้นมาสัก 1 คน ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ดีกับตัวคุณเองเป็นแน่ เพราะฉะนั้นหากคุณยังไม่มีศัตรูและมั่นใจเช่นนั้น ก็จงรักษาความสัมพันธ์ที่ดีในที่ทำงานเอาไว้ เรียนรู้จิตวิทยาในการสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลหลายระดับเอาไว้ เพื่อความสุข และความสบายใจของคุณเอง จดจำไว้เสมอว่าอย่าตั้งตนเป็นศัตรูกับใคร เมื่อรู้สึกว่าไม่พอใจหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ให้มันจบลงแค่เรื่องงานและหาทางให้งานนั้นๆ สำเร็จลงได้ด้วยดี แต่อย่าปล่อยให้ความคิดที่ไม่ดีเกิดขึ้นกับตัวบุคคล

สุดท้าย ก่อนที่คุณจะกลับบ้าน
          ควรจัดโต๊ะทำงานให้เรียบร้อย เก็บเอกสารหรืองานต่างๆ เข้าที่ เหลือเพียงงานที่คุณต้องทำเป็นอย่างแรกในวันรุ่งขึ้นอยู่บนโต๊ะเท่านั้น จะช่วยให้คุณเริ่มงานในวันใหม่ได้เร็วยิ่งขึ้น และยังช่วยเตือนความจำด้วยว่า คุณมีงานอะไรสำคัญเร่งด่วนรออยู่
          เท่าที่กล่าวมา ก็เป็นวิธีที่จะทำให้คุณค้นหาความสุขในที่ทำงานได้อย่างง่าย ๆ และอย่าลืมว่า ไม่ควรหอบงานกลับไปทำที่บ้าน เพราะคุณจะไม่สามารถทำได้อย่างที่ตั้งใจไว้ และมันจะเป็นเครื่องหมายบ่งชี้ว่าคุณกำลังล้มเหลวในการจัดการแบ่งเวลาในการทำงาน ดั้งนั้น จงใช้เวลาทำงานในที่ทำงานอย่างมีความสุข และปล่อยให้บ้านเป็นสถานที่สำหรับการพักผ่อนอย่างแท้จริง เพื่อคุณจะได้มีพลังในการกลับมาทำงานในวันรุ่งขึ้นได้อย่างเต็มที่


แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
ตั้งคำถามก่อนส่งลูกไปเรียนพิเศษ
เมื่อ วันพุธ 19 กันยายน 2007 - 14:36 ::: ผู้บันทึก: ict001 ::: 6833 คนอ่าน

ข่าวสารทั่วไป
       ช่วงปลายเดือนกันยายนของทุกปี กิจกรรมของคนเป็นพ่อแม่มักจะคึกคักเป็นประจำ คือกิจกรรมอะไรเอ่ย ?
       หลายคนอาจงงงวยกับคำถาม แต่ถ้าเติมประโยคต่อท้ายเข้าไปว่า กิจกรรมที่พ่อแม่มักจะคิดให้สำหรับลูกล่ะ คืออะไร ?
       คงจะถึงบางอ้อเป็นแน่แท้ เพราะเป็นช่วงที่สถานที่สำหรับเรียนพิเศษคึกคักสุดๆ กิจกรรมต้อนรับปิดเทอมที่คิดสร้างสรรค์มาเพื่อการนี้ ก็จะจัดโปรโมชั่นกันกระหน่ำในช่วงเดือนกันยายนนี่แหละ เพื่อตอบสนองความต้องการของพฤติกรรมของคนเป็นพ่อแม่ในยุคปัจจุบันที่ต้องจัดการหาสถานที่เรียนพิเศษให้ลูกช่วงปิดเทอมในเดือนตุลาคม
       เรียนพิเศษช่วงปิดเทอมเป็นทางเลือกของคนเป็นพ่อแม่ที่ต้องทำงานนอกบ้านทั้งสองคน และไม่มีคนดูแลลูกเป็นเหตุผลสำคัญที่คนเป็นพ่อแม่ในหัวเมืองใหญ่ ต้องหาทางออกด้วยการส่งลูกไปเรียนพิเศษ ก็ยังพอไหว เพราะส่วนใหญ่พ่อแม่กลุ่มนี้จะเลือกกิจกรรมผ่อนคลาย หรือกิจกรรมที่ลูกสนุกสนาน เช่น กิจกรรมศิลปะ ดนตรี กีฬา เข้าค่าย ฯลฯ
       แต่ก็มีพ่อแม่อีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่ต้องการให้ลูกอยู่เฉยๆ ที่บ้าน แม้จะมีคนดูแลก็ตาม ด้วยเหตุผลอยากให้ลูกเรียนพิเศษเพิ่มเติม โดยเฉพาะวิชาการ เพราะอยากให้ลูกเรียนล่วงหน้า หรืออยากให้ลูกเรียนเก่ง โดยใช้เหตุผลว่าดีกว่าอยู่บ้านเฉยๆ ล่ะก็ ลองเหลียวไปดูสภาพปัญหาในประเทศจีนกันหน่อยค่ะ
       ตอนนี้อาตี๋อาหมวยในประเทศจีนเรียนหนักจนไม่มีเวลาเล่นแล้ว เพราะสภาพการแข่งขันทางการศึกษาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังสูง ทำให้ชีวิตวัยเด็กของชาวจีนในปัจจุบันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าใจหาย
       เด็กๆ ถูกเร่งในเรื่องการเรียนมากเกินไป ต้องเรียนหนังสือและทำกิจกรรมเสริมพิเศษอย่างหนักจนแทบจะไม่หลงเหลือเวลาสำหรับการเล่นสนุกประสาเด็กอีกต่อไป
       ผลสำรวจของบริษัททำวิจัยการตลาด ฮอริซอนคีย์ (Horizonkey) ในประเทศจีน ตอกย้ำเรื่องนี้ว่าเด็กๆ จำนวนมากเริ่มเหนื่อยและล้าจากการเรียนและการบ้านกองโต ซึ่งไม่เพียงเบียดบังเวลาเล่นสนุก แต่ยังทำให้เวลาพักผ่อนหดหายไปอีกด้วย
       ครอบครัวกลุ่มตัวอย่างในการสำรวจครั้งนี้ ส่วนใหญ่มาจากเมืองใหญ่ เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กวางเจา อู่ฮั่น และซีอาน รวมจำนวน 1,400 ครอบครัว ซึ่งมีลูกอายุตั้งแต่ 4-12 ปี พบว่ายิ่งเด็กโตขึ้น เด็กก็ยิ่งมีภาระในการเรียนมากขึ้นจนไม่มีเวลาว่าง ซึ่งไม่ต่างจากผู้ใหญ่ที่ต้องทำงานหนัก เพราะผู้ปกครองต่างพยายามเคี่ยวเข็ญลูกโดยหวังว่าลูกจะได้เข้าโรงเรียนมัธยมที่ดี เพื่อกรุยทางสู่ระดับมหาวิทยาลัยต่อไป
       นอกจากการเรียนในชั้นเรียนปกติแล้ว เด็ก 62% ต้องเรียนเสริมในวิชาต่างๆ เช่น ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ ศิลปะ ดนตรี และนาฏศิลป์ โดย 10% ในจำนวนนี้บอกว่าสนุกที่ได้เรียนพิเศษ ส่วนที่เหลืออยากจะมีเวลาพักผ่อนและเล่นมากกว่า
       ข้อน่าสนใจคือ ในแต่ละวันเด็กๆ ส่วนใหญ่ ใช้เวลาอยู่ที่โรงเรียนนานถึง 9 ชั่วโมงซึ่งมากกว่าชั่วโมงทำงานของผู้ใหญ่เสียอีก
       เป็นไงคะ ตัวเลขในจีนสะท้อนอะไรในบ้านเราหรือเปล่า
       การเตรียมลูกให้มีความพร้อมเพื่อการแข่งขันทางการศึกษาในอนาคตนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่พ่อแม่ผู้ปกครองก็ต้องไม่ลืมว่าเด็กก็คือเด็ก ที่ยังต้องการเวลาเล่นสนุกบ้าง ไม่ใช่ให้ตะบี้ตะบันเรียนเพียงอย่างเดียว
       ลองมองย้อนดูพฤติกรรมของพ่อแม่ในบ้านเราดูบ้าง
       นับวันพฤติกรรมที่เด็กต้องเรียนพิเศษนอกบ้านเพิ่มขึ้นทุกปี มีสถาบันกวดวิชา และสารพัดกิจกรรมเสริมทักษะที่ผุดขึ้นราวดอกเห็ด
       จำได้ว่าสมัยเมื่อตัวเองยังเป็นเด็ก ก็ไม่ต่างจากเด็กทั่วไป ที่พ่อแม่ก็ส่งไปเรียนพิเศษในช่วงวันเสาร์อาทิตย์ และช่วงปิดเทอม ทั้งที่ไม่ได้ต้องการเลยแม้แต่น้อย แต่ก็ต้องไปด้วยเหตุผลที่เพื่อนๆ ก็ไปเรียนกันทั้งนั้น และที่หนักไปกว่านั้นก็คือ ยิ่งโตกลับยิ่งต้องกวดวิชาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อถึงคราวตัวเองต้องมีลูก ดูเหมือนสถานการณ์จะยิ่งหนักเข้าไปอีก จนกลายเป็นค่านิยมของคนเป็นพ่อแม่ที่ต้องส่งลูกไปเรียนพิเศษซะแล้ว
       ตลาดรวมของธุรกิจสถาบันกวดวิชาหรือกิจกรรมพิเศษในช่วงปิดเทอมเติบโตขึ้นทุกปี นี่ยังไม่นับรวมเด็กที่ต้องเรียนพิเศษในช่วงเย็นหรือช่วงวันเสาร์อาทิตย์ของช่วงเปิดเทอม ส่วนสถาบันที่ล้มหายตายจากไปก็มีไม่น้อย แต่อีกไม่นานก็เปลี่ยนไปเปิดใหม่หรือย้ายแหล่งใหม่ เพื่อรองรับในย่านที่อยู่อาศัยที่ขยายตัวออกไปตามชานเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะตามห้างสรรพสินค้า ที่ดูเหมือนจะเป็นสูตรสำเร็จของแหล่งสถาบันกวดวิชาที่จะเป็นแหล่งรวมกิจกรรมมากมาย เรียกว่าลูกเรียน พ่อแม่ชอปปิ้งรอลูกให้ห้างสรรพสินค้านั่นแหละ
       ไม่น่าแปลกใจหรอกค่ะ ที่เด็กๆ ในยุคปัจจุบันเติบโตขึ้นมาให้ห้างสรรพสินค้า และคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะต้องไปเรียนพิเศษเป็นประจำ เรียนเสร็จก็ชอปปิ้ง แล้วเราจะเรียกร้องให้เด็กอย่าเข้าห้างได้อย่างไร ก็ปลูกฝังให้เขาอยู่ในห้างกันตั้งแต่เด็ก
       ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่พ่อแม่มักจะมองแต่ข้อดีตามค่านิยมส่วนใหญ่ที่ต้องการให้ลูกเรียนพิเศษ เพราะกลัวลูกเรียนไม่ทัน เพราะไม่มีคนดูแลลูก เพราะอยากให้ลูกเรียนเก่งมากขึ้น หรือเหตุผลอะไรก็ตาม แต่มักลงท้ายว่าทำเพื่อลูก
       คำถามก็คือ แท้จริงเป็นการทำเพื่อลูกจริงหรือ …!!
       ได้มีการถามลูกหรือไม่ว่าอยากเรียนหรือเปล่า ถ้าเป็นกิจกรรมที่ลูกชอบหรือร้องขอก็เป็นเรื่องดี เพราะเป็นกิจกรรมที่เขาหรือเธอตัวน้อยชอบ แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะ และการเรียนก็เป็นเพราะพ่อแม่ให้เรียน
       แล้วผลที่ตามมาล่ะ...เราลองมาสำรวจลูกกันดีไหมว่าลูกอยากเรียนจริงหรือเปล่า ลองตั้งคำถามเหล่านี้ดูก่อนดีไหม
       หนึ่ง – ถามตัวเองก่อนว่าถ้าให้ลูกอยู่บ้านแล้วทำกิจกรรมร่วมกับลูกได้หรือไม่ เพราะลูกเราก็เรียนมาตลอดทั้งปี เราเองทำงานยังเหนื่อยต้องการวันหยุดพักร้อน แล้วนับประสาอะไรกับเด็กๆ ถ้าสามารถทำได้จะวิเศษยิ่ง เพราะอาจจะสร้างกิจกรรมภายในบ้านให้ทำกิจกรรมร่วมกันได้ตั้งมากมาย
       สอง – ถามความรู้สึกของลูกดูก่อน ว่าแม่คิดอย่างไร แล้วลูกคิดอย่างไร เช่น แม่อยากให้ลูกเรียนพิเศษวิชาคณิตศาสตร์นะ เพราะลูกเรียนไม่ทันเพื่อน ก็ควรจะต้องอธิบายให้ฟัง และให้เขาเต็มใจที่จะเรียนเอง เพราะป่วยการแน่ ถ้าหากลูกไม่ต้องการ แต่คุณบังคับ สุดท้ายลูกก็ไม่ตั้งใจเรียนอยู่ดี
       สาม – ถามว่าลูกชอบอะไร แล้วอยากเรียนพิเศษหรือไม่ เพราะลูกอาจชอบศิลปะการป้องกันตัว ก็อาจจะบอกเล่าให้ลูกฟังเบื้องต้นก่อนว่าเป็นอย่างไร แล้วลองให้เขาเรียนรู้จริงก็จะทำให้ได้ประโยชน์เต็มจากการเรียนพิเศษ
       เมื่อตั้งคำถามเหล่านี้แล้วต้องตอบแบบไม่เข้าข้างตัวเองด้วยนะ ก็จะทำให้การเรียนรู้ของลูกเกิดประโยชน์
       แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือการปรับทัศนคติของผู้ใหญ่ หรือพ่อแม่นั่นแหละที่จะบอกว่า การเรียนรู้ของลูกไม่ใช่อยู่เฉพาะในตำราเท่านั้น ไม่ใช่อยู่เฉพาะคะแนนในห้องเรียนเท่านั้น และไม่ใช่อยู่เฉพาะวิชาการเท่านั้น แต่การเรียนรู้อยู่รอบตัวเด็ก
       การเล่นก็คือการเรียนรู้ที่ดี ประสบการณ์ในชีวิตล้วนแล้วแต่เป็นการเรียนรู้ทั้งสิ้น สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กชาวจีน โดยเฉพาะเมืองใหญ่เป็นปัญหาเรื่องการแข่งขัน เพราะความคาดหวังของคนเป็นพ่อแม่สูงเหลือเกิน ตอนนี้บ้านเราก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าบ้านเขา เท่าใดนัก
       คำถามที่สำคัญที่สุดน่าจะถามว่า เราอยากให้ลูกเราเป็นอย่างไร
       แล้วเราจะได้คำตอบว่า เราออกแบบชีวิตลูกได้ค่ะ

แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
เตือน 15 จังหวัดระวังน้ำท่วมฉับพลัน-น้ำป่าไหลหลาก
เมื่อ วันพุธ 19 กันยายน 2007 - 14:29 ::: ผู้บันทึก: ict001 ::: 5881 คนอ่าน

ข่าวสารทั่วไป
       กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือนประชาชนใน 15 จังหวัดในพื้นที่เสี่ยงภัยให้ระวังอันตรายจากน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง พร้อมแนะเรือเล็กในทะเลอันดามัน และอ่าวไทยตอนบนควรงดออกจากฝั่งในระยะนี้
       กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือนภัย “น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก” ฉบับที่ 17 ระบุว่า บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมประเทศลาว เวียดนามตอนบน ส่งผลให้ร่องความกดอากาศต่ำมีกำลังค่อนข้างแรงและเลื่อนลงมาพาดผ่านตอนกลางประเทศไทย ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรง ลักษณะดังกล่าวทำให้ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้มีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักเกิดขึ้นได้ในระยะนี้
       จึงขอให้ประชาชนที่มีบ้านเรือนอาศัยอยู่บริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยโดยเฉพาะบริเวณจังหวัดตาก พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี กาญจนบุรี นครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี ตราด ระนอง ชุมพร สุราษฎร์ธานี พังงา ภูเก็ต และกระบี่ ระมัดระวังอันตรายจากสภาวะน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากและน้ำล้นตลิ่งในช่วงนี้ไว้ด้วย
       สำหรับคลื่นลมในทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ เรือเล็กในทะเลอันดามัน และอ่าวไทยตอนบนควรงดออกจากฝั่งในระยะนี้


แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
นักวิชาการชี้ อีก 23 ปี “น้ำท่วมโลก”
เมื่อ วันจันทร์ 03 กันยายน 2007 - 20:15 ::: ผู้บันทึก: ict001 ::: 5594 คนอ่าน

ข่าวสารทั่วไปจากการประชุมวิชาการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ประจำปี 2550 ซึ่งมีการอภิปรายเรื่อง “ภาวะโลกร้อนกับประเทศไทย : An Inconvenient Tuth จริงหรือ?” โดย ผศ.ดร.จิรพล สินธุนาวา อาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า วิธีรับมือภาวะโลกร้อน มี 3 ทางคือ การป้องกัน การเตรียมรับ การปรับตัว อุณหภูมิสูงขึ้น แต่ขณะนี้การป้องกันสายเกินไปแล้ว เพราะต้องตื่นตัวตั้งแต่ 15 ปีก่อน โดยปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยในช่วง 200 ปีที่ผ่านมามีเพียง 240 ส่วนจากล้านส่วน แต่ปีนี้ ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 383 ส่วนต่อล้านส่วน ส่งผลให้อุณหภูมิในโลกเพิ่มขึ้น 6 องศาเซลเซียส ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์กลัวว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะเพิ่มขึ้นเป็น 400 ส่วน ซึ่งจะทำให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 2-3 องศาฯ ซึ่งจะทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย จนระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างน้อย 5-15 เมตร ซึ่งคาดการณ์ว่าจะทำให้น้ำแข็งละลายหมดภายใน 23 ปี ข้างหน้า ส่วนวิธีที่จะช่วยยืดเวลาการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก จะต้องลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลงร้อยละ 85 แต่ปัญหาสำคัญคือ ไม่สามารถลดปริมาณการใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพราะเป็นเรื่องที่ต้องทำเหมือนกันทั่วโลก แต่ยังมีอีกวิธีที่จะช่วยลดโลกร้อนได้คือการเกิดการปะทุของภูเขาไฟครั้งใหญ่ ซึ่งจะทำให้โลกเย็นลง 2-3 ปี

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา นักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า โรคที่มีสัตว์เป็นพาหะมีความรุนแรงมากขึ้น คนที่ถูกยุงกัดเพียง 1 ตัวก็สามารถทำให้เกิดไข้สมองอักเสบได้ ส่วนค้างคาว มีเชื้อไวรัสของโรคต่างๆ ถึง 60 ชนิด ซึ่งในจำนวนนี้มีเชื้อไวรัสที่มีความรุนแรงมาก เพียงแค่ข่วนหรือน้ำลายก็ติดเชื้อ แต่หากถูกกัดอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ขบวนการของไวรัสที่ผ่านจากสัตว์สู่สัตว์ตัวอื่น จะเกิดการกลายพันธุ์ และมีความรุนแรงของโรคมากขึ้น ซึ่งทำให้เกิดการระบาดของโรคต่างๆในคนได้ด้วย.

แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
สธ.การันตี “อสม.” 290,000 คนเจ๋ง
เมื่อ วันศุกร์ 17 สิงหาคม 2007 - 14:46 ::: ผู้บันทึก: prweb ::: 6848 คนอ่าน

ข่าวสารทั่วไปสธ.การันตี “อสม.” 290,000 คนเจ๋ง ส่งคัดกรองผู้ป่วยความดัน-เบาหวานทั่ว ปท.

กระทรวงสาธารณสุขเผยขณะนี้การอบรมพัฒนา อสม. ให้เป็น อสม.ผู้เชี่ยวชาญ 290,000 คน เสร็จสิ้นทุกจังหวัดแล้ว ยอดเกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดเกือบ 1 แสนคน เตรียมพร้อมรองรับการรณรงค์ตรวจคัดกรองผู้มีความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวาน ครั้งใหญ่ในประเทศ ระหว่างวันที่ 2-8 กันยายนนี้ เผยขณะนี้คนไทยป่วยเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงกว่า 10 ล้านคน โดยร้อยละ 50 ยังไม่รู้ว่าตัวเองป่วย


อ่านต่อไป (2741 ตัวพิมพ์) แสดงความเห็น? หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
ย้อนกลับ < เลือกหน้า9 10 11 12 13 14 15 16 17 18  หน้าทั้งหมด:32 > ต่อไป : หัวข้อหลัก


Web site กระทรวงสาธารณสุขสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สาขาเขตพื้นที่ (พิษณุโลก) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย

โรงพยาบาลศรีสังวรสุโขทัย ต.คลองตาล อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย 64120 โทร 055-682030-42
อุบัติเหตุ ฉุกเฉิน แจ้ง หน่วยกู้ชีพศรีสังวร โทร 1669 หรือ 055-681331

Powered by the AutoTheme HTML Theme System
Page created in 0.278496 Seconds