Srisangworn Sukhothai Hospital

สธ.เผยไข้เลือดออกปีนี้แรง!

บทความ / สุขภาพ
วัน: 21 มีค 2013 - 10:12
ย้ำอย่าวางใจวิธีพ่นเคมีฆ่ายุงเพียงรอบบ้านฯ
สธ.เผยไข้เลือดออกปีนี้แรง! แค่ 2 เดือนกว่า ป่วยพุ่ง 13,200 ราย ตาย 16 ราย
ย้ำอย่าวางใจวิธีพ่นเคมีฆ่ายุงเพียงรอบบ้าน ตามท่อ ชี้ฆ่าได้เพียงยุงแพะ “ฆาตกรตัวจริง” รอดลอยนวลอยู่ในบ้าน

นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายในการควบคุมและป้องกันการเกิดโรคไข้เลือดออกอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะถึงฤดูกาลระบาดของโรคหรือฤดูฝน ซึ่งจากการประชุมวอร์รูม (War room) เฝ้าระวังติดตามผลแก้ไขปัญหาการระบาดโรคไข้เลือดออกในปี 2556 ผลของการควบคุมจำนวนยุงลาย เพื่อป้องกันโรค ขณะนี้พบว่ายังได้ผลไม่เป็นที่น่าพอใจ

สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค รายงานตั้งแต่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 11 มีนาคม 2556 มีผู้ป่วยไข้เลือดออกทั่วประเทศรวม 13,200 ราย พบทุกจังหวัด เฉลี่ยสัปดาห์ละ 1,000- 1,500 ราย มีผู้เสียชีวิต 16 ราย กว่าครึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี ทั้งจำนวนผู้ป่วย และผู้เสียชีวิตสูงกว่าช่วงเดียวกันในปี 2555 ถึง 4 เท่าตัว
แสดงถึงว่าภายในบ้านของประชาชนมียุงลายซึ่งเป็นตัวนำโรคนี้ หลบซ่อนอาศัยอยู่ด้วย ผลการสุ่มสำรวจลูกน้ำยุงลายในบ้านเรือน ทั้งในเขตเมืองและนอกเมือง ชุมชนแออัด และชุมชนย่านพาณิชย์ใน 190 อำเภอ โดยหน่วยควบคุมโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค พบว่าภาชนะขังน้ำเพื่อใช้ดื่มหรือใช้ภายในบ้านเรือน กว่าร้อยละ 70 มีลูกน้ำยุงลายชุกชุมมาก จังหวัดที่มีรายงานผู้ป่วยเสียชีวิตมี 9 จังหวัด ได้แก่ สงขลา 5 ราย นครศรีธรรมราช 2 ราย ที่เหลือได้แก่ กทม. สมุทรปราการ นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ ระยอง ปัตตานี ยะลา จังหวัดละ 1 ราย

จึงได้กำชับให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกแห่ง เร่งลดปริมาณยุงลาย โดย
1.รณรงค์ให้ประชาชนลงมือช่วยกันทำลายลูกน้ำยุงลายในบ้าน เปลี่ยนน้ำขัดล้างภาชนะขังน้ำทุก 7 วัน หรือปิดฝา เพื่อไม่ให้ยุงลายลงไปวางไข่ได้ หรือไม่ให้ลูกน้ำมีโอกาสโตเป็นตัวยุง โดยได้สั่งการให้เจ้าหน้าสาธารณสุขและ อสม. สำรวจลูกน้ำยุงลายในภาชนะเก็บน้ำทุกชนิดภายในบ้านติดตามผลทุก 1 เดือน
2. การป้องกันไม่ให้ยุงลายกัดทั้งคนป่วยและคนปกติ โดยทายากันยุงในช่วงกลางวัน ซึ่งยุงที่พบกว่าร้อยละ 95 เป็นยุงลาย เช่น โลชั่นตะไคร้หอม กลิ่นทนได้นาน 4 ชั่วโมง กำลังพัฒนาให้กลิ่นอยู่คงทนเพื่อกันยุงได้นาน 8 ชั่วโมง และให้ อสม.ปลูกตะไคร้หอมที่บ้าน เพียง 2 เดือนก็สามารถนำมาใช้ได้ โดยใช้วิธีทุบลำต้นและใบให้ช้ำ กลิ่นน้ำมันหอมจะระเหยออกมา ไล่ยุงทุกชนิดไม่ให้มาใกล้ เพื่อลดการป่วยให้ได้มากที่สุด
3. การรักษา ให้จัดอบรมฟื้นฟูมาตรฐานการวินิจฉัย ดูแลรักษาแก่แพทย์รักษาเด็กและผู้ใหญ่ พยาบาลทั้งรัฐและเอกชน เพื่อลดการเสียชีวิตของประชาชนให้ได้มากที่สุด

ด้านนายแพทย์โสภณ เมฆธน รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขประธานวอร์รูมฯกล่าวว่า ขณะนี้เป็นช่วงการเปลี่ยนแปลงฤดูกาลในไทย ฝนตกๆหยุดๆ ยิ่งเอื้อต่อการเพิ่มจำนวนยุงมากขึ้น กล่าวคือไข่ยุงลายที่ทนความแห้งแล้งติดภาชนะอยู่ได้เป็นปีๆ เมื่อไข่ถูกน้ำท่วมถึง ก็จะแตกตัวเป็นลูกน้ำยุงลายภายใน 1 ชั่วโมงเท่านั้น เมื่อบินได้จะหากินเหยื่อในระยะประมาณ 100 เมตร ยุงตัวเมียมีชีวิตได้ประมาณ 2 เดือน เมื่อผสมพันธุ์กับตัวผู้แล้วจะวางไข่ได้ 4-6 ครั้ง ครั้งละประมาณ 100 ฟอง และหากปล่อยให้ยุงตัวเมีย 1 ตัวมีชีวิตอยู่ จะเพิ่มยุงรุ่นลูกได้ถึง 500 ตัว รุ่นหลานอีกทวีคูณ


ขอบคุณภาพประกอบจาก Internet

“เรื่องยุงลายไม่ใช่เรื่องของยุงน้ำเน่าอย่างที่ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจ แต่เป็นเรื่องยุงที่ชอบเพาะพันธุ์ในน้ำนิ่งใส ต้องขอความร่วมมือของประชาชนทุกคน ช่วยกันคนละไม้คนละมือกำจัดลูกน้ำอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ที่น่ากังวลขณะนี้พบว่าประชาชนยังเข้าใจว่าการกำจัดยุงลายโดยวิธีการพ่นสารเคมีตามรอบๆ บ้าน ท่อระบายน้ำต่างๆ แล้ววางใจว่ายุงตายหมดนั้น วิธีการดังกล่าวเป็นการเอื้อให้เกิดปัญหายุงดื้อยา และถือว่าเป็นการจับผิดตัวเสมือนจับแพะ เพราะยุงที่ตายไม่ใช่ยุงลาย ส่วนใหญ่จะเป็นยุงรำคาญ แต่ยุงลายฆาตกรตัวจริงยังหลบในบ้านอย่างลอยนวล รอกินเลือดหวานๆ จากคนในบ้าน ไม่ต้องออกไปหากินไกลๆ กินอยู่หลับนอนในบ้าน การใช้สารเคมีพ่นมีความจำเป็นเฉพาะในกรณีที่พบผู้ป่วยในบ้าน ซึ่งจะเป็นการฆ่ายุงลายไม่ให้ไปกัดและนำเชื้อไปติดคนอื่นอีก ซึ่งเป็นเทคนิคเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการอบรม” นายแพทย์โสภณกล่าว

วิธีกำจัดยุงตัวแก่แบบพื้นบ้านและใช้ได้ผลดี คือ
- นำน้ำยาล้างจาน 1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำ 1 กระป๋องนม ใส่ในกระบอกฉีดน้ำหรือขวดน้ำยารีดผ้าที่ใช้หมดแล้ว เก็บไว้เป็นอาวุธประจำครอบครัว เมื่อเห็นยุงบินผ่าน หรือออกค้นหาตามบริเวณที่ยุงชอบอาศัยอยู่เช่น ห้องน้ำ ภาชนะขังน้ำต่างๆ ห้องที่ทึบแสง ตู้เสื้อผ้า หรือราวแขวนผ้าที่มีเสื้อผ้าสีดำหรือสีเข้ม ให้ฉีดพ่นน้ำยาที่เตรียมไว้ให้โดนตัวยุง เมื่อยุงโดนน้ำยาเคลือบที่ผิวหนังก็จะตายในที่สุด

ทั้งนี้ หากประชาชนหรือลูกหลานมีอาการไข้ ตัวร้อน ติดต่อกัน 3 วัน ขอให้รีบมาพบแพทย์แต่เนิ่นๆ เพื่อให้ได้รับการตรวจรักษาได้อย่างทันท่วงที



แหล่งข่าวโดย : สำนักสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
วันที่ 17 มีนาคม 2556 เวลา 11:52:27]


บทความนี้มาจาก Srisangworn Sukhothai Hospital
http://192.168.0.37/

URL สำหรับเรื่องนี้คือ:
http://192.168.0.37/modules.php?op=modload&name=News&file=article&sid=1578