Srisangworn Sukhothai Hospital

ก.วิทย์ฯ ห่วงปรากฎการณ์คลั่งล้างพิษยก 8 วิธียอดฮิตเลือกให้เหมาะสม

บทความ / สุขภาพ
วัน: 25 มิ.ย. 2013 - 12:01
ก.วิทย์ฯ ห่วงปรากฎการณ์คลั่งล้างพิษยก 8 วิธียอดฮิตเลือกให้เหมาะสม

ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ภายใต้ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ห่วงใยประชาชนที่ต้องเผชิญกับสารพัดมลภาวะในแต่ละวัน ซึ่งล้วนส่งผลร้ายต่อสุขภาพ หลายคนหาทางออกด้วยการใช้วิธีล้างพิษ ที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่คนรักสุขภาพ แต่ก็ยังเกิดคำถามว่าวิธีการดังกล่าวดีต่อสุขภาพจริงหรือไม่

นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า การล้างพิษหรือดีท็อกซ์มีมานานแล้ว โดยอวัยวะที่โดดเด่นสำหรับการล้างพิษคือ ตับ ไต และลำไส้ เนื่องจากเป็นทางผ่านของอาหาร ยา รวมถึงวิตามินและสมุนไพรที่เราบริโภคเข้าไป จนกลายเป็นแหล่งสะสมหากไม่ขจัดให้หมดไปก็จะเกิดการตกค้างส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย สิ่งที่น่ากังวลคือ ท่านที่เลือกวิธีล้างพิษด้วยตัวเอง โดยที่อาจจะยังไม่ได้ศึกษาอย่างละเอียดว่าวิธีใดที่จะเหมาะสมกับตัวเอง ซึ่งอาจเกิดอันตรายได้

นพ.กฤษดา กล่าวว่า การล้างพิษมีหลายชนิด โดยตนขอยกตัวอย่าง 8 ชนิดที่ได้รับความนิยมคือ

1.น้ำมันมะกอก ด้วยมีสถานบำบัดหลายที่ยกเอาสูตร น้ำมันมะกอก กับน้ำมะนาว มาเป็นสสารล้างพิษตับ เวลาถ่ายออกมาจะมีปฏิกูลที่หน้าตาเหมือนก้อนสีเขียวหลุดออกมาด้วย ?ซึ่งก็เป็นที่ถกเถียงกันว่านั่นคือก้อนอะไร ระหว่างก้อนนิ่วหรือเป็นเพียงก้อนไขมันที่มาจากน้ำมันมะกอกที่ดื่มเข้าไป

2.น้ำมะนาว ในส่วนของน้ำมะนาวมีประโยชน์มากเพราะต้านอนุมูลอิสระและกรดแอสคอบิกที่ทำให้ความเป็นกรดด่างภายในเกิดความสมดุลย์ขึ้นมา แต่มีข้อควรระวังอยู่ตรงที่ ไม่ควรดื่มขณะท้องว่าง เพราะทำให้ระคายผิวเมือกนุ่มๆของกระเพาะและลำไส้ได้

3. ดีเกลือ เป็นการล้างพิษสูตรโบราณที่เชื่อว่านอกจากดีเกลือทำให้ระบายง่ายแล้ว ยังช่วยระบายนิ่วถุงน้ำดีให้ออกมาได้ด้วย ดังนั้นผู้ที่ควรระวังคือผู้สูงวัยและคนที่ท้องเสียง่ายอยู่แล้วอาจทำให้เสียน้ำจนช็อคได้

4.โยเกิร์ตผสมน้ำผึ้งโยเกิร์ตอุดมไปด้วยเชื้อจุลินทรีย์ที่คอยปกป้องลำไส้ ส่วนน้ำผึ้งช่วยระบาย แต่ต้องระวังท้องเสียได้

5.น้ำด่าง หรืออีกชื่อหนึ่งคือ น้ำอัลคาไลน์ เป็นวิธีที่กำลังพูดถึงกันมาก แต่ไม่อยากให้ท่านดื่มเองโดยปราศจากการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ เพราะหากดื่มน้ำด่างมากเกินไปจะส่งผลต่ออวัยวะภายในโดยเฉพาะกระเพาะและลำไส้ได้

6. กาแฟ ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ได้แต่อย่าทำถี่เกินไป โดยเฉพาะในรายที่เป็นโรคหัวใจหรือความดันสูงที่ผลจากกาแฟจากการสวนจะมีผลไปซ้ำเติมอาการได้ หรือแม้แต่ในคนปกติหากดีท๊อกซ์ด้วยกาแฟบ่อยเกินไปก็จะทำร่างกายดูดคาเฟอีนเข้าไปสะสมมากเกินไป

7.โสมและขมิ้นชัน ซึ่งในกรณีล้างพิษด้วยสมุนไพร 2 อย่างนี้ต้องใช้การรับประทานเป็นหลัก โดยให้ลดการรับประทานเนื้อแดง,ไขมันและน้ำตาลเพื่อลดขยะในร่างกาย ก่อนจะใช้โสมและขมิ้นชันเป็นตัวช่วย จะรับประทานแบบสดหรือแบบสกัดก็ได้ เพียงแต่ขอให้ระวังเรื่องโสม ในท่านที่มีความดันโลหิตสูงและไม่ควรรับประทานร่วมกับชากาแฟและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน

8. คีเลชั่น เป็นวิธีการล้างพิษโลหะหนัก ด้วยการฉีดสารเคมีเข้าไปในเลือด ซึ่งมีพูดถึงกันมากแต่ก็ยังไม่ใช่วิธีมาตรฐานในตำราแพทย์ สังเกตได้จากโรงเรียนแพทย์ยังไม่มีการนำมาใช้ในคนทั่วไปนอกจากในกรณีคนไข้รับเลือดมากจนธาตุเหล็กตกค้าง

อย่างไรก็ตาม นพ.กฤษดา ย้ำว่าวิธีที่กล่าวข้างต้นสามารถทำได้ แต่ควรเลือกให้เหมาะสมกับตนเอง และศึกษาผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ โดย สำนักสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข


บทความนี้มาจาก Srisangworn Sukhothai Hospital
http://192.168.0.37/

URL สำหรับเรื่องนี้คือ:
http://192.168.0.37/modules.php?op=modload&name=News&file=article&sid=1588