Srisangworn Sukhothai Hospital

เทคนิคการพัฒนาคน

บทความ / HA
วัน: 04 ธ.ค. 2005 - 12:16
เทคนิคการพัฒนาคน

ในการพัฒนาคน และงานอย่างสร้างสรรค์ ประเทศที่เจริญ และพัฒนา ใช้กระบวนการสร้างทักษะชีวิต ด้วยการปฏิบัติด้วยตนเอง ให้เกิดการเรียนรู้งานแบบมีส่วนร่วม มานานกว่า 40 ปีแล้ว ที่มีผู้นิยมใช้กันคือ



1 - 5ส. (Kaizen)

คือ การฝึกคนให้ สะสาง เลือกสิ่งที่ใช้บ่อยไว้ใกล้ตัว ที่ใช้น้อยให้ห่างออกไป หรือขจัดทิ้ง สะอาด มีความสะอาด เป็นระเบียบ สะดวก หยิบใช้ง่าย เป็นที่เป็นทาง สุขภาพ ทางกายและจิตใจ ไม่หงุดหงิด สร้างนิสัย ทำเป็นประจำทุกวัน จะเกิดความเป็นผู้มีระเบียบ ละเอียดถี่ถ้วน พร้อมที่จะรับงาน และพัฒนาด้านอื่นได้ทันที ขั้นตอนการปฏิบัติ ต้องมีการประกาศร่วมกันก่อน แล้วมีวันรณรงค์เก็บสะสางเป็นระยะๆ เปรียบเทียบผลกัน

2 - Q.C. (Quality Control)

คือ การร่วมกันคิด ค้นหา ปัญหาหลัก สาเหตุ และวิธีการแก้ไข จากผู้ที่อยู่กับงานในหน้าที่ของตนเอง ร่วมเขียนผังก้างปลา ระดมความคิด

ประโยชน์
ทั้ง 2 กระบวนการนี้ ญี่ปุ่นใช้ในการเพิ่มผลผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพคน และประสิทธิภาพการทำงาน ได้ทุกแผนทุกคน ประเทศไทยมีผู้นำมาใช้ (แต่ไม่จริงจัง) ในโรงงาน และหน่วยงานราชการ และรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง ประสบผลสำเร็จมากก็มี

3 - Delphi technique
(Olaf Helmer. Rand Corporation 1950)

เป็นกระบวนการร่วมกันปรับปรุง เอกสาร แผนงาน คู่มือ โดยมีผู้ร่างเริ่มต้นขึ้น และเวียนส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ต่างสถานที่กัน ให้ปรับแก้ แนะนำ ส่งกลับมาให้คณะผู้จัดทำ รวบรวม นำข้อที่เห็นแตกต่างกัน ส่งกลับไปให้พิจารณาเลือกกันใหม่ 2-3 รอบ และอาจจะนัดมาประชุมเพียง 1-2 ครั้ง

ประโยชน์
เพื่อแก้ไขปัญหาที่ไม่สามารถนำผู้เชี่ยวชาญจริงๆ มาพบกันได้นานหรือบ่อยครั้ง และยังวิวัฒนาการไปเป็น การใช้สื่อทางไกลอิเล็กทรอนิคส์ได้ทุกชนิด เหมาะกับยุคใหม่ที่ต้องการความรวดเร็ว และสะดวก

การนำไปใช้
วิธีนี้ มีการใช้กันอยู่ทั่วไป แต่วิธีการอาจจะไม่รัดกุม จึงมีผู้กำหนดวิธีการขึ้น

วัตถุประสงค์
เพื่อระดมความคิดจากผู้เชี่ยวชาญ โดยวิธีการเขียน และปรับแก้ไม่มีการถกเถียง

วิธีการ

  • กำหนดกรอบเรื่อง เพื่อควบคุมข้อคิดเห็น
  • ให้ข้อมูลเรื่องที่จะขอคววามคิดเห็น
  • ติดตามการสนองตอบจากทุกคน
  • เลือกผู้เชี่ยวชาญในสาขาของเรื่องนั้น
  • ยอมรับข้อเขียนของกันและกันอย่างเอกฉันท์ โดยไม่ต้องมานั่งประชุมกัน

    ขั้นตอน

  • กำหนดเรื่องและแบบสอบถาม หรือทำร่างเรื่องนั้นขึ้น
  • ส่งให้ผู้เชี่ยวชาญกรอก ปรับแก้ส่งกลับมาให้ผู้ประสานงาน ซึ่งควรมี 3 คน เป็นหลัก และทีมไม่เกิน 18 คน
  • ผลที่รับกลับมาส่งเวียนไปให้ผู้อื่นอีก 1 รอบ
  • ข้อเสนอแนะ การปรับแก้จากคนอื่นๆ ได้มีการรับรู้ทั่วกัน โดยไม่ต้องระบุว่า เป็นของใคร
  • ผู้รับเรื่องต้องอ่านทบทวนความคิดเห็น ที่อาจต่างจากของตน
  • ตัดสินใจปรับแก้ หรือยอมรับความคิดเห็นที่อาจต่างจากของตน
  • ผู้ประสานงานรวบรวมส่งกลับไปเป็นรอบที่ 3 หรือหลายรอบจนกว่าจะมีข้อตกลง (ไม่มีผู้ใดต้องปรับแก้อีก) เป็นรอบสุดท้าย และอาจเชิญมาลงมติร่วมกัน 1 ครั้งก็ได้

    ข้อสังวรณ์ของผู้ประสาน

  • ประเด็นคำถาม หรือร่างเรื่อง ต้องชัดเจนว่า จะให้แสดงความคิดเห็นอิสระ หรือพิจารณาเฉพาะประโยคใด คำใด หน้าใด ข้อใด
  • วิธีการอาจดัดแปลงไปได้ เช่น
    • นำผู้เชี่ยวชาญที่จะขอความคิดเห็น มาพบกันครั้งแรก เพื่อชี้แจงประเด็น และซักถามให้เข้าใจ
    • ให้แต่ละคนเขียนปรับแก้ แสดงข้อคิดเห็นเขียนลงในร่าง
    • ทำโดยทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรสาร คอมพิวเตอร์ออนไลน์ อินเทอร์เนต

    4 - ระดมความคิดแบบ Battle

    เป็นวิธีการระดมความคิด และรวบรวมมติ โดยการให้แต่ละคนเขียน นำมารวมกันในที่ประชุมขนาดเล็ก ในกลุ่ม หรือฝ่าย ที่มีประสบการณ์มาแล้ว นำมาคัดเลือกข้อที่เหมือนกันเก็บไว้ และเลือกข้อที่แตกต่างกัน หลายรอบ จนกว่าจะเห็นร่วมกันมากข้อที่สุด เป็นการกลั่นข้อคิด ให้รับเฉพาะที่สำคัญ

    ขั้นตอน

    1. กลุ่มละ 8-12 คน
    2. ย่อสรุปเรื่องที่ต้องการให้ช่วยคิด แล้วให้เขียนทุกคน
    3. เสนอข้อคิดเห็นจดบนกระดาษ เขียนแปะบนผนังทุกแผ่น (แผ่นละ 1 ความเห็น)
    4. กำหนดเวลาให้เขียนแต่ละข้อ ทยอยส่งมาให้เรื่อยๆ จนล้า
    5. ทุกคนอ่านข้อคิดเห็นบนผนัง เลือกข้อที่ตนเห็นว่า ดีที่สุดมา 5-10 ข้อ
    6. ผู้สนับสนุนการเรียนรู้ (Facillitator) รวมข้อที่เหมือนกัน เขียนลงบนกระดาษ ปิดผนัง
    7. เลือกรอบที่ 2 คนละ 5-10 ข้อ ที่เห็นว่าดีที่สุด
    8. รวมข้อที่เหมือนกันไว้อีก ทำเช่นนี้หลายๆ รอบ จนเหลือจำนวนข้อที่เหมือนกัน น้อยข้อที่สุด เรียงลำดับความสำคัญไว้เป็นมติเอกฉันท์
    5 - ระดมความคิดแบบ TKJ. (Jiro Kanakita)

    เป็นวิธีการเสนอข้อคิดเห็น และร่วมกันเลือก คัดกรอง เฉพาะที่เห็นตรงกันมากที่สุด ด้วยการเขียนทุกคน แล้วร่วมกันเลือก เช่นเดียวกัน

    ขั้นตอน

    1. กลุ่มละ 8-12 คน
    2. ย่อสรุปเรื่องที่ต้องการให้ช่วยคิด แล้วให้เขียนทุกคน
    3. เสนอข้อคิดเห็นจดบนกระดาษ เขียนแปะบนผนังทุกแผ่น (แผ่นละ 1 ความเห็น)
    4. กำหนดเวลาให้เขียนแต่ละข้อ ทยอยส่งมาให้
    5. นำกระดาษของแต่ละข้อเขียน มากองรวมกัน แล้วสลับไปให้ทุกคน ตามจำนวนเท่าๆ กัน
    6. แต่ละคนอ่านแผ่นที่ตนได้รับ ถ้ามีแผ่นใด ข้อความตรงกัน หรือใกล้เคียงกับของตนเอง ให้อ่านดังๆ
    7. ข้อใดที่ตรงกันหลายคน ให้เลือกออกมาอ่าน และรวมกันเป็นข้อเดียว
    6 - เทคนิคค้นหาอนาคต Future Search
    ของ Solomon Asch และ Geil-Stein (UNFPA)

    เป็นวิธีการทำงานแบบมีส่วนร่วม ระดมความคิดสร้างสรรค์สู่อนาคตวิธีหนึ่ง ซึ่งผสมผสานวิธีต่างๆ มาเป็น 9-12 ขั้นตอน แต่อาจประยุกต์ใช้งาน โดยรวมเป็น 5-6 ขั้นตอนได้ ถ้าเป็นการทำแผน หรือโครงการที่ไม่ซับซ้อน มีการประยุกต์ ดัดแปลงกันหลายทฤษฎี

    ประโยชน์
    หลักการก็คล้ายกับวิธีการอื่นๆ แต่มีเพิ่มเติมที่สำคัญคือ

    1. เป็นการร่วมคิด จัดทำแผน หรือโครงการ ระหว่างผู้มีประสบการณ์ทำงาน ที่มีวัตถุประสงค์เดียวกัน ทั้งประชาชน องค์กร สมาคม ผู้นำ ราชการ
    2. นำประสบการณ์ของคน มาเป็นข้อมูลในการวางแผน (Soft approach)
    3. ทบทวนประสบการณ์ จากอดีต ปัจจุบัน สู่อนาคต (Back to future)
    4. ผสมวิธีคิดแบบ Q.C. มาใช้ในขั้นตอน 4-5

    การนำไปใช้
    วิธีการนี้ องค์การประชาชน สหประชาชาติ (UNFPA) ร่วมกัน Federation of International Training ของแคนาดา เป็นผู้นำมาใช้กับประเทศต่างๆ ในประเทศไทย กำลังนำมาทำโครงการครอบครัวอบอุ่น (Healthy family) ร่วมกันระหว่าง สมาคม มูลนิธิ และราชการ 4 กระทรวง ที่ทำงานด้านประชากร

    เป็นกระบวนการระดมความคิดจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเดียวกัน (Stake holder) หลักการ และวิธีการเหมือกันกับเทคนิค Battle และ TKJ

    ขั้นตอน

    1. เส้นแบ่งเวลา ทุกคนเขียนประสบการณ์ช่วงเวลา 10-20 ปีก่อน เกี่ยวกับประเด็นของเรื่องที่จะร่วมกันคิดว่า ตนประสบเหตุการณ์ หรือเคนทำอะไรมาบ้าง เขียนแปะผนังทุกคน
    2. เข้าใจอดีต วิเคราะห์จากข้อเขียนของทุกคนว่า ทำไมจึงทำกันอย่างนั้น ดีหรือไม่ กระทบกับเรื่องใดบ้าง ทำไปด้านเดียว หรือมองรอบด้านด้วย
    3. หยั่งเห็น แยกกลุ่มละ 5-8 คน เขียนร่วมกัน เข้าใจอดีต หรือหยั่งเห็น เขียนเรื่องที่เรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง และของผู้อื่น ว่าเหตุการณ์ต่างๆ นั้น ควรทำเช่นใดจึงจะดีที่สุด
    4. แผนที่จิตใจ (ผังโยงปัญหา) เขียนประเด็นของเรื่องที่จะทำ (เรื่องของขั้นตอน 1) ไว้ตรงกลางกระดาษ (ตัวโต) ทุกคนปผลัดกันนำข้อคิด หรือข้อที่เขียนของขั้นตอน 2-3 หรือที่ตนคิดได้ใหม่ไป เขียนโยงแสดงสาเหตุความเกี่ยวโยงกับประเด็น ขีดเส้นโยงโดยรอบประเด็น ทั้งปัญหา สาเหตุ แนวทางที่จะแก้ได้
    5. จุดยืน กลุ่มช่วยกันเลือกเรื่องจากผังโยงปัญหามา 3 เรื่อง ที่เห็นว่า จะต้องทำเพื่อให้บรรลุความต้องการ ของประเด็นหลักที่ตั้งไว้ ในขั้นตอนที่ 1
    6. ความภูมิใจ และเสียใจ ประเมินตนเองว่า เรื่องที่เลือกมานั้น ตนได้ประสบมา และได้กระทำไปแล้ว รู้สึกภูมิใจ เสียใจ หรือละเลยไปอย่างน่าเสียดายโอกาส เพื่อแลกเปลี่ยน และรู้ข้อเด่น หรือข้อด้อย
    7. สังเคราะห์ใช้ และจินตนาการ ทุกคนในกลุ่มเลือกอ่าน รับมาสะท้อนการเรียนรู้ และประเมินตนเอง นำมาเขียนถึงเรื่องอนาคตว่า ปรารถนาให้ได้ผลดีที่สุด ีควรจะเป็นภาพอย่างไร ใน 10-20 ปีหน้า (เหตุการณ์ที่น่าจะเป็นไปได้ในอนาคต) เขียนเป็นบทความ นิยาย บทสัมภาษณ์ ละคร ข่าว ภาพ เจาะให้เห็นดังนี้
      • ต้องทำอย่างไร
      • แสดงให้เห็นความเปลี่ยนแปลงไปถึง 10 ปีข้างหน้า
      • แสดงความน่าจะเป็นไปได้ในอนาคต นำเสนอให้ที่ประชุมรวมได้เห็น
    8. ความคิดร่วม
      • กลุ่มผสมรวมเลือกจินตนาการของแต่ละกลุ่ม จากขั้นตอน 7 นำมา 2-3 เรื่อง เขียนลงบนบันทึกของตน แบ่งเป็นกลุ่มเล็กๆ ที่มีสถานะ และการทำงานเหมือนกัน
      • เลือกเรื่องที่กลุ่มร่วมนำเสนอไว้ มาเขียนเป็นของกลุ่ม ว่าเรื่องใดที่สมาชิกคิด และเขียนเหมือนกัน แยกไว้เป็นชุดเอกฉันท์ เรื่องใดที่เห็นไม่เหมือนกัน ทุกคนแยกไว้เป็นชุดน่าสนใจ
      • กลุ่ม (ย่อย) 1 นำไปพิจารณาร่วมกับกลุ่ม 2 นำข้อที่เหมือนกันเป็นชุดที่ 1 ที่ไม่เหมือนกันเป็นชุดที่ 2 กลุ่ม 3, 4, 5 และกลุ่ม 6 ทำเหมือนกัน
      • กลุ่ม 1+2 นำไปรวมกับกลุ่ม 3+4 และกลุ่ม 5+6 นำไปรวมกับกลุ่ม 7+8
      • ร่วมกันเลือกเรื่อยๆ จนเหลือกลุ่มเดียว นำเรื่องชุดที่ 1 และชุดที่ 2 เสนอในที่ประชุมให้วิจารณ์ และรับเป็นมติในที่ประชุม
    9. มติที่ได้ นำกลับไปเข้ากลุ่มที่ทำงานเดียวกัน หรือจะรวมกันทำงาน นำไปทำโครงการ / กิจกรรม ของบประมาณดำเนินการ ประเมินผลปรับแผนเป็นระยะๆ คิดร่วมกันก่อนให้ได้อนาคตที่คาดหวังร่วมกัน แล้วแยกกันไปทำโครงการ / กิจกรรม ตามศักยภาพของตนเอง คิดเอง ทำเอง แก้ปัญหาเอง จนโครงการสำเร็จในส่วนที่ตนรับผิดชอบ กลับกันกับวิธีทำงานในอดีตที่มีคนคิด เขียนแผนโครงการ / กิจกรรมมาให้ แล้วให้ผู้ปฏิบัตินำมาประสานกันเอง ภายหลังซึ่ล้มเหลวตลอดมา
    7 - กระบวนการทำแผนอย่างมีส่วนร่วมแบบ
    ZOPP-Zeil Orientierte Projekt Planung.
    (Goal Oriented Project Planning)

    เป็นวิธีการที่นำวัตถุประสงค์ goal เป็นหลักของการเขียน เพื่อปรับปรุงแก้ไขสถานการณ์เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ให้ได้กรอบงาน (framework) เป็นแนวทางร่วมกันก่อน แล้วแยกกันไปจัดทำแผนปฏิบัติ (กิจกรรม) ของหน่วยงาน (team approach)

    ประโยชน์

    1. ทุกคนมาร่วม ยอมรับวัตถุประสงค์ และเป้าหมายร่วมกันก่อน
    2. การร่วมมือ มีความสอดคล้องกัน
    3. แบ่งงานกันไปทำ สู่ความประสงค์ที่เหมือนกัน

    วัตถุประสงค์

    1. เพื่อร่วมกันกำหนดวัตถุประสงค์ ที่มีความเป็นไปได้ จากประสบการณ์ของทุกด้าน
    2. กำหนดสิ่งที่ต้องดำเนินการ จัดทำเอกสารที่ใช้ประสาน ติดตามงานกัน
    3. กำหนดตัวชี้วัด ของผู้รับผิดชอบกิจกรรม

    การนำไปใช้

    1. เป็นระบบเปิด นำไปใช้ร่วมกับวิธีการอื่นๆ ได้
    2. คุณภาพของผลการประชุม ขึ้นอยู่กับผู้ร่วมประชุม ไม่ใช่ของประธาน
    3. กระบวนการทำงานกลุ่ม ช่วยตกลงร่วมกัน จากข้อคิดเห็นที่แตกต่าง

    ขั้นตอนหลัก

    1. การวิเคราะห์
      • วิเคราะห์เลือกคนที่จะเข้าประชุมให้หลากหลาย แต่รู้เรื่อง
      • ปัญหาที่จะพิจารณาต้องชัดเจน
      • วัตถุประสงค์ที่ต้องการ
      • ทางเลือกในการแก้ปัญหา
    2. การวางแผยหลักของโครงการ (Planning Matrix)
      • กำหนดวัตถุประสงค์ / กิจกรรม
      • กำหนดปัจจัยภายนอก ที่คาดว่าจะดีที่สุด
      • กำหนดมาตรฐานข้อชี้วัด ความสำเร็จ
      • กำหนดแหล่วตรวจสอบผล
      • กำหนดแผนปฏิบัติ (Operation Plan)

    วิธีประชุมทำงาน

    1. นั่งรอบครึ่งวงกลม หน้ากระดาษเขียนแผ่นพลิก
    2. ผู้กำกับการประชุม เขียนตาราง แผนหลักของโครงการ บนแผ่นพลิก

    ภารกิจของสมาชิกกลุ่ม ภารกิจของสมาชิกกลุ่ม ต้องวิเคราะห์สถานการณ์ 4 ด้าน และวางแผนหลัก

    1. วิเคราะห์บุคคล
      • เขียนชื่อคน หรือกลุ่มหน่วยงานที่จะได้รับผลจากโครงการ ทั้งได้ และเสียประโยชน์ (กระดาษสี)
      • เขียนผลที่จะเกิดต่อโครงการ จากการกระทำของคนกลุ่มต่างๆ (กระดาษสีเดิม)
    2. วิเคราะห์ปัญหา (กระดาษสีอื่น)
      • เขียนปัญหาหลัก, ปัญหาที่เป็นเหตุ, ผล และอื่นๆ
      • เขียนผังโยงปัญหา (Problim tree) ที่เกิดผลลบ

    3. วิเคราะห์วัตถุประสงค์ (กระดาษสีอื่น) นำปัญหาจากข้อ 2 มาเขียนสภาพที่ปรารถนา อยากให้เป็น (ในทางตรงกันข้ามกับปัญหา)
    4. วิเคราะห์ทางเลือกจากทรัพยากรที่มี (กระดาษอีก 1 สี) ความเสี่ยง, ผลได้เสีย, ระยะเวลาดำเนินการ
    5. วางแผนหลัก จากทางเลือกที่จะทำ เขียนลงในแผ่นเดียว ต้องคำนึงว่า ทำไมต้องทำ, ทำอะไร, ทำอย่างไร, เวลา, ประเมินผลด้วยข้อชี้วัด, งบประมาณ
      • กระบวนการนี้ จะได้แต่กรอบงาน และแผนกลวิธี
      • ต้องนำไปทำต่อ ถอดเป็นแผนปฏิบัติ บรรจุชื่อ กิจกรรมรองรับแต่ละกลวิธี
      • องค์การยูนิเซฟ เขียนแผนพัฒนาเด็ก Mid Decade Goals 1994-1995 และ 1996-2000 ด้วยเทคนิคนี้
      • สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจฯ ใช้วิธีนี้ ถอดแผนนโยบาย ส่วนที่ 2 บทที่ 2 เรื่องประชากร ของแผนฯ 8 ออกเป็นแผนกลวิธี และกรอบงาน ส่งมอบให้กรมอนามัยไปถอดเป็นแผนปฏิบัติ ระดับ กอง, จังหวัด, อำเภอ, ตำบล ต่อไป (ด้วยเทคนิค AIC)

    กระบวนการวางแผน จึงอาจผสมหลายรูปแบบเข้าด้วยกันได้ ในทางปฏิบัติ

    8 - กระบวนการ AIC (Appreciation-Influence-Control) UNDP.

    วัตถุประสงค์ เป็นวิธีการประชุมทำงานร่วมกันทำแผน อีกวิธีหนึ่ง ที่มีความนิยมมาก เพราะมีขั้นตอน 3 ขั้น ให้คิด-วิเคราะห์-เลือกตัดสินใจ ให้ผู้ร่วมประชุมเกิดทักษะชีวิต ของการเป็นคนพัฒนา หลักการจะเหมือนกับกระบวนการอื่นๆ แต่ที่เด่นก็คือ

    ประโยชน์

    1. ผู้ร่วมประชุมมีความหลากหลายได้ โดยจะมีขั้นตอนการกระตุ้น ให้ทำงานร่วมกันได้
    2. เริ่มต้นการประชุม ด้วยการกระตุ้นให้คิด และแสดงความคิดออกเป็นภาพ หรือสัญลักษณ์ที่สื่อความหมาย ให้มุ่งสู่อนาคตที่คาดหวัง ตามประเด็นของเรื่องที่จะประชุมพิจารณา ปรัชญาของการแสดงความคิด ผ่านภาพ มีความลึกซึ้งถึง 5 ขั้นตอน คือ รู้ประเด็นที่จะคิดก่อน - คิดหาความหมาย ทำความเข้าใจให้ได้ - แสดงออกเป็นคำพูด ซึ่งมีทั้งเพ้อเจ้อ และที่มีสาระเขียนเป็นประโยคสั้น หรือเยิ่นเย้อ - โดยเป็นบทนิยาย, กลอน, ละครพูด, ภาพยนตร์ - เขียนเป็นภาพ วัสดุ คน - เขียนเป็นสัญลักษณ์ (โลโก้) หรือรูปกลม, เหลี่ยม ที่สื่อความหมาย อธิบายข้อความได้ - ให้สี แสดงอารมณ์ และความหมาย จนถึงขั้นแสดงแทนข้อความได้ ดังนั้น การให้แสดงความคิดออกมาเป็นภาพ จึงต้องผ่านขั้นตอนคิดหลายขั้น เป็นการแสดงความคิดลึกซึ้งของคนนั้น ซึ่งตามหลักทางการแพทย์ สมองซีกซ้าย ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหว ของร่างกายอย่างหยาบๆ สมองซีกขวาทำหน้าที่คิด สร้างอารมณ์ ที่ละเอียดอ่อน หากฝึกให้ใช้ทั้ง 2 ซีก จะมีการทำงานที่มีศิลป์, สร้างสรรค์, ประยุกต์, มีวิสัยทัศน์ เป็นผู้นำที่ดี
    3. การกระทำ หรือกิจกรรม ที่แต่ละคนเขียนมา แสดงแลกเปลี่ยนกัน และร่วมกันเลือก จะมีทั้งเรื่องเดิมๆ ให้ผู้อื่นที่ยังไม่รู้ ได้เข้าใจ และซักถามได้ อีกทั้งจะมีเรื่องใหม่ๆ ที่แปลก และผ่านการกระทำที่ได้ผลมาแล้ว ของบุคคลอื่นๆ มาให้เลือก
    4. การประชุมด้วยรูปแบบนี้ จะได้รายละเอียด กิจกรรมที่จะทำเพื่ออนาคต วิธีดำเนินงานที่ได้ผลมาแล้ว ผู้รับผิดชอบรายกิจกรรม เวลา และสถานที่ ซึ่งภายหลังการประชุม จะได้สัญญาประชาคม ร่วมกันรู้เห็น เพื่อการติดตาม กำกับ ประเมิน เป็นรายคน หรือรายกลุ่มได้
    5. ประธานจะได้ความคิดร่วมกัน และแบ่งกันปฏิบัติรับผิดชอบ

    การนำไปใช้

    กระบวนการประชุมแบบนี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติได้เลือกมาใช้ ในการประชุมเขียนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 ทั้งฉบับ ระดมความคิดจากคนทุกระดับ รายภาค และมูลนิธิบูรณะชนบท สมาคมเอกชนที่ทำงานพัฒนาคน ได้นำมาใช้ทำแผนในชุมชนมากกว่า 7 ปี รวมทั้งโครงการวางแผนครอบครัว ได้ทดสอบ โครงการรัฐร่วมเอกชน พัฒนาประชากร และคุณภาพชีวิต ตั้งแต่ พ.ศ.2532 เพื่อรองรับการพัฒนาและครอบครัว ที่สามารถควบคุมจำนวนได้แล้ว ให้มีความสามารถในการจัดการ - รวมกลุ่ม - หมุนเวียนกองทุน (3 ก.) วิเคราะห์ข้อมูล การตลาด และทำบัญชีได้ ให้มีความพร้อมที่จะพัฒนาตนเองได้ยั่งยืน

    ซึ่งแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 ได้กำหนดแผนกลวิธีนี้ไว้ชัดเจน ในบทที่ 2 เรื่อง ประชากรเพื่อการพัฒนาคน และเสริมสร้างประชาคม ขึ้นรองรับการกระจายอำนาจอย่างเป็นรูปธรรม

    วัตถุประสงค์

    เพื่อระดมความคิดสร้างสรรค์ เสริมสร้างพลังของตน (ได้ทุกระดับ) และสนับสนุนให้เป็นไปได้ เมื่อแต่ละคนตั้งใจจะทำ (Empower, Enabling)

    ขั้นตอน

    A-1 กำหนดประเด็นที่จะให้ร่วมคิดว่า อยากให้เป็นไปได้ดีที่สุด ควรเป็นอย่างำร ทุกคนเขียนภาพ สัญลักษณ์ เช่น หมู่บ้านนี้อยากให้เด็กของเราสมบูรณ์ ต้องมีลักษณะอย่างไร ผู้สนับสนุนการเรียนรู้ (Facilitator) สรุปสถานการณ์ ปัญหา แนวทางแก้ไข ให้ทุกคนได้เห็นภาพรวมของประเด็น

    A-2 กลุ่มเล็ก (5-8 คน) นำภาพสัญลักษณ์มารวมเป็นภาพเดียว อาจจะนำมาต่อกัน หรือนำมาผนวกกันแล้ว ร่วมกันติชมต่อเติม เพื่อสร้างอารมณ์ร่วม และสนุกกับความใฝ่ฝัน

    I-1 ทุกคนเขียน I-2 กิจกรรม ลงบนกระดาษแผ่นเล็ก ประโยคเดียวว่า ต้องทำกิจกรรมอะไรบ้าง จึงจะได้ผลตามภาพที่ร่วมกันเลือกไว้ กลุ่มเล็กรวมข้อที่เหมือนกัน และต่างกันนำมาเสนอในที่ประชุมใหญ่ ให้วิจารณ์ และถกเถียงกัน

    I-2 ตัวแทนจากกลุ่มเล็กร่วมกัน เลือกข้อเสนอจากทุกกลุ่มให้เป็นมติข้อตกลง โดยปรับแก้ไข 3 ประเภท

    • กิจกรรมที่จะทำได้เอง
    • กิจกรรมที่ต้องขอให้ผู้อื่นช่วยทำด้วย
    • กิจกรรมที่ต้องขอให้ผู้อื่นทำให้

    นำเสนอให้กลุ่มตรวจบททบทวนความเป็นไปได้

    C-2 ทุกคน หรือกลุ่ม ที่จะทำงานร่วมกัน เขียนชัดเจนว่า กิจกรรม นั้นๆ ต้องทำอย่างไร ทำที่ไหน ทำเมื่อใด ใครทำ ต้องการอะไรจากใคร แล้วลงนามสส่งเอกสารนั้น 1 ชุด ให้ผู้สนับสนุนการเรียนรู้ ไปประสานการช่วยเหลือที่ร้องขอ และติดตามกำกับ สนับสนุนตามแผน อีก 1 ชุด ให้เจ้าของทำกลับไปทำโครงการ ขออนุมัติ หรือดำเนินการเอง ประเมินผล ปรับปรุงแผน และกิจกรรมจนกว่าจะได้ผล

    ทุกกระบวนการต้องลงมือปฏิบัติเอง เรียนรู้เอง คลำถูก คลำผิดเอง ปรับปรุงตนและกลุ่มไปเรื่อย และนำไปใช้ได้กับทุกกลุ่ม ทุกเรื่องที่อยากให้เป็นงานร่วมกัน สมาชิกจะได้รับการเสริมสร้างพลัง และมีความเชื่มั่นมีส่วนร่วม ในการตัดสินใจได้เอง และได้สิทธิแสดงความคิดเห็น เป็นลายลักษณ์อักษร โดยไม่ต้องแสดงตน ไม่มีการถกเถียง ไม่มีใครจูงผู้อื่นได้ สร้างความเป็นประชาธิปไตย ยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น ด้วยการสำนึกตนเอง หรือถกเถียงความคิดเห็นของตนเองได้ ถ้าเห็นว่าตนเขียนไปดีกว่าผู้อื่น

    ภายหลังการประชุม ได้สัญญาประชาคมว่า ผู้ใดต้องไปปฏิบัติอะไร และมีหลักฐานในการติดตาม สนับสนุนให้ทำได้ จนกว่าจะบรรลุวิสัยทัศน์ร่วมกัน ของขั้นตอน A-2


    กระบวนการตัวอย่าง A.I.C.

    ความหมายของ A.I.C.

    1. Appreciation - ทำความเข้าใจ แลกเปลี่ยนประสบการณ์
    2. Influence - ปฏิสัมพันธ์รับ และแลกเปลี่ยนความคิด
    3. Control - ยอมรับและร่วมกันทำงาน

    ประโยชน์

    1. เพื่อเป็นเครื่องมือของการจัดการ - ด้วยการวางแผนกลวิธี แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
    2. เพื่อแก้ไขการขัดแย้งก่อนการทำงาน - ด้วยการสร้างทีมงานพัฒนาองค์การ พัฒนาชุมชน พัฒนาการจัดการ จัดการอย่างมีส่วนร่วม
    3. เพิ่มพลัง - ด้วยการให้มีงานที่เกี่ยวข้องกับตนเอง เกี่ยวข้องกับคนอื่น และเกี่ยวข้องกับทุกคน
    4. เพื่อจัดกระบวนการวางแผนกลวิธี และการจัดการอย่างเป็นระบบ
      • ขั้นตอนที่ 1 เข้าใจสถานการณ์
      • ขั้นตอนที่ 2 สร้างวิสัยทัศน์
      • ขั้นตอนที่ 3 ค้นหากลวิธี
      • ขั้นตอนที่ 4 กำหนดแผนปฏิบัติ
      • ขั้นตอนที่ 5 ดำเนินการตามแผน
      • ขั้นตอนที่ 6 กำกับ และประเมินผล
      • ขั้นตอนที่ 7 ทบทวนงาน ปรับปรุง
      • ขั้นตอนที่ 8 ดำเนินการต่อ

    หลักการ

    1. ทุกคนต้องเขียนทุกขั้นตอน
    2. กลุ่มเล็ก ไม่วิจารณ์งานคนอื่น กลุ่มร่วมวิจารณ์ได้
    3. ผู้อำนวยความสะดวกกลุ่ม (Facilitator) ฟัง และถามให้คนที่ไม่แสดงความคิดให้ร่วมทำกับกลุ่ม
    4. กลุ่มไม่ต้องมีประธาน ผลัดกันเสมอ
    5. กลุ่มย่อยควรมี 5-8 คน

    อุปกรณ์

    1. โปสเตอร์ กลุ่มย่อย รวมกลุ่มละ 5 แผ่น
    2. กระดาษเขียน ขนาด 1 ใน 4 ของกระดาษพิมพ์ แจกให้คนละ 10 แผ่น
    3. ปากกาสี ปากหนา คนละ 1 แท่ง
    4. ดินสอสี กลุ่มย่อยละ 1 ชุด

    วิธีการจัดประชุมปฏิบัติการ

    1. นั่งรูปครึ่งวงกลม
    2. ทำความคุ้นเคยกัน
    3. กำหนดประเด็น เรื่องที่จะพิจารณาให้ชัดเจน
    กิจกรรม Appreciation (A)
    A. 1 - สถานการณ์ปัจจุบัน
    แบ่งเข้ากลุ่มย่อย
  • วาดภาพความคาดหวังที่พึงประสงค์ ของประเด็นที่ยกมาให้พิจารณา จากมุมมองของแต่ละคน
  • ชี้แจงภาพของตน ไม่วิจารณ์กัน ทุกคนรับความคิดเห็นคนอื่น
  • รวมภาพจากทุกคน เป็นภาพของ "เรา" เขียนโปสเตอร์รวมภาพ จากของทุกคนให้พยายาม ครบทุกคน เหลือเป็นภาพเดียว
  • เสนอภาพกลุ่มในที่ประชุมรวม
  • A. 2 - อนาคต
    แบ่งเข้ากลุ่มย่อย
    ประชุมรวม
  • ที่ประชุมใหญ่ วาดภาพอนาคต ที่น่าจะเป็นแนวสร้างสรรค์
  • รวมภาพจากทุกคน เขียนโปสเตอร์
  • นำเสนอ อธิบาย อภิปราย
  • ผู้แทนกลุ่มรวมภาพจากทุกกลุ่ม เข้าเป็นภาพเดียว นำเสนอ ให้ต่อเติม อธิบายความหมาย
  • นำเสนอ อภิปราย วิจารณ์ได้ ทุกคนคิด ถ้าจะให้พัฒนาเป็นไปตามจินตนากร จะต้องทำอะไร
  • กิจกรรม Influence (I)
    I. 1 - ประชุมรวม
    แบ่งเข้ากลุ่มย่อย
    ประชุมรวม
  • ถ้าจะให้เป็นไปตามจินตนาการภาพ ต้องมีกิจกรรมใดบ้าง เขียนชื่อกิจกรรมคนละ 2-3 แผ่นเล็ก
  • เสนอกิจกรรมของแต่ละคน ให้อธิบายความจำเป็นให้ทุกคนฟัง เลือกจำ
  • รวมกิจกรรมที่เห็นว่าเหมาะสม
  • เสนอชื่อกิจกรรม อธิบายเหตุผล
  • ผู้แทนกลุ่ม เลือกกิจกรรมของทุกกลุ่ม ชี้แจง
  • เสนอที่ประชุม ร่วมกันเลือก วิจารณ์ได้
  • I. 2 - จำแนกประเภทกิจกรรม จัดลำดับความสำคัญ
    วิทยากรนำโปสเตอร์เปล่า 3 แผ่น ปิดผนัง
    1. กิจกรรมที่จะทำเอง
    2. กิจกรรมขอ - ร่วมทำกับผู้อื่น
    3. กิจกรรมที่ขอให้ผู้อื่นทำให้
    ที่ประชุมรวม
  • ผู้แทนกลุ่ม นำรายชื่อกิจกรรมที่เลือกไว้ มารวมกับของกลุ่มอื่น
  • แยกประเภท 3 ประเภท
  • เขียนลงโปสเตอร์เปล่า ตามประเภท
  • วิจารณ์ ถ้าบางกิจกรรมไม่แน่ใจว่า จะทำได้ ใครทำให้ลงคะแนนรายคน
  • จัดลำดับความสำคัญแต่ละคน เลือกจากแต่ละประเภท ว่ากิจกรรมใดที่ตนเห็นว่าสำคัญ ลำดับ 1-2-3 คะแนนมากสุด เป็นลำดับ 1
  • กิจกรรม Control (C)
    C. 1 - หาผู้รับผิดชอบ
    กิจกรรมประเภท 1, 2, 3
    แบ่งกลุ่ม 3 ประเภท ตามรายชื่อคนแต่ละกิจกรรม
  • ให้ทุกคนเลือกตามที่ตนสนใจจะทำ
  • เขียนชื่อคนลงที่กิจกรรม
  • C. 2 - วางแผนรายกิจกรรม
    ช่วยเขียนว่า กิจกรรมนั้น
    1. จะทำอะไร (ชื่อ)
    2. ทำแล้งเกิดผลอะไร
    3. ทำที่ไหน
    4. ทำอย่างไร (วิธีดำเนินการ)
    5. ต้องใช้อุปกรณ์อะไร
    6. วันเวลาดำเนินการ
    7. ชื่อใครบ้างที่ช่วยกันทำ
    8. ชื่อผู้รับผิดชอบประสานงาน
  • กิจกรรมที่ขอร่วมทำ กับหน่วยงานอื่น ที่จะขอให้หน่วยงานอื่นทำให้ ต้องระบุชื่อเพิ่มเติม คือ จะขอจากใคร ขอเมื่อใด ขอจากหน่วยงานที่มีงบประมาณหรือไม่ ใครเป็นคนไปติดต่อ ใครติดตามว่า ขอได้หรือไม่ กำหนดเวลาสุดท้ายที่รู้ผล
  • ผู้แทนนำเสนอที่ประชุมรวม
  • ซักถาม เพิ่มเติม ปรับปรุง
  • รวบรวม นำเสนอต่อหัวหน้าหน่วยงาน ผู้บริหาร ของบประมาณ ประกอบด้วย ภาพจินตนาการ ชื่อโครงการ บัญชีกิจกรรม 3 ประเภท ลำดับความสำคัญ รายละเอียดกิจกรรม (จากขั้นตอน C-2)

  •  

    สรุป

    แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 เป็นแผนซึ่งมีเป้าหมายระยะยาว ร่วมสร้างวิสัยทัศน์ สู่ความเป็นประเทศพัฒนา ภายใน พ.ศ.2563 โดยการ "พัฒนาคน"

    มีหลักการ 3 ประการ คือ

    1. คน เป็นศูนย์กลางการพัฒนา
    2. พัฒนารวมพร้อมกันทุกด้าน
    3. ทำงานร่วมกันทุกคนที่เกี่ยวข้อง

    วิธีการมี 2 ข้อ คือ

    1. การเสริมพลังให้ทุกคน
    2. การสนับสนุให้ทำเองได้

    กระบวนทัศน์แนวใหม่ คือ การพัฒนาพร้อมกันตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผน

     

    การพัฒนาคน

    ต้องเริ่มแต่ การเรียน ด้วยการมีส่วนร้วม มี 4 ขั้นตอน เพื่อให้มีทักษะชีวิตแทนการสอน ให้ จด จำ ทำตาม

    ทักษะ ชีวิต มี 3 กลุ่มพิสัย และ 9 องค์ประกอบ

    คนพัฒนา มีทักษะชีวิต รู้จัก คิด - วิเคราะห์ - ลอง และเลือกตัดสินใจได้เอง มีความคิดสร้างสรรค์ และตัดสินใจประยุกต์ใช้ได้เอง

    กระบวนการ ทำงานอย่างมีส่วนร่วม เพื่อสร้างทักษะชีวิต เสริมพลังให้คน มีหลายวิธีที่นิยม และนำมาใช้ในเมืองไทยแล้ว มี 8 กระบวนการ

    สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ เลือกกระบวนการ A.I.C. (Appreciation - Influence - Control) และ Z.O.P.P (Ziel Orientierte Projekt Planung)


    หลักของกระบวนการทั้งหลายคล้ายกัน คือ

    มีผู้อำนวยการสะดวก สนับสนุนการเรียนรู้ (Facilitator) เป็นผู้กระตุ้นผู้ร่วมประชุม (ไม่ใช่ประธานการประชุม)

    การกระตุ้นจะมี 3 ขั้นตอนหลัก

    1. เสนอประเด็น คำถาม ให้คิดรอบด้าน แล้วร้วมกันเลือก แสดงความคิดเห็นของแต่ละคน ด้วยการเขียนแทนการพูด เขียนเป็นภาพ หรือการแสดง เพื่อให้ความคิดลึกซึ้ง สื่อความหมายอย่างมีศิลป์ และสร้างสรรค์ สร้างวิสัยทัศน์ ฝึกสมอง
    2. ซักถาม โต้ ประเด็นด้วยกัน เพื่อให้มีความวิเคราะห์ และเรียนรู้กันและกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันก่อน
    3. เลือกเอง จากการเรียนรู้ด้วยตนเอง ตัดสินใจเสนอให้ส่วนร่วม เลือก การเปลี่ยนแปลงกระบวนการเรียนรู้ ให้เป็นการทำงานร่วมกัน ในทางสร้างสรรค์ ให้ประชาชนมีความเป็นเจ้งของ และตอบปัญหาจากประสบการณ์ชีวิต วิถีชีวิตของเขาเองได้ ด้วยการเสริมพลังให้ ด้วยกระบวนการเหล่านี้ จะมีการวางแผนร่วมกัน ตั้งแต่ระดับชุมชน ที่มีส่วนได้เสียเดียวกัน มีวัตถุประสงค์เดียวกัน ได้ใช้ทรัพยากรของรัฐ (งบประมาณ ไปสนับสนุนให้ทำเองได้)

     

    เอกสารอ้างอิง
    1. บทบรรยาย ของ นายธรรมรักษ์ การพิสิษฐ์ รองเลขาธิการด้านสังคม สำนักคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ เรื่อง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 การประชุม U.N.System Collaboration Action Plan. วันที่ 13-14 กรกฎาคม 2539 โรงแรมเฟลิกซ์ จังหวัดกาญจนบุรี.
    2. Loubser, Jan. Holistic People Centered Development. A conceptual vision. Bangkok. June 1996.
    3. Loubser, Jan. The Eight National Plan Framework and Process. UN/NESDB. November 1995. Report.
    4. Capacity Development for Sustainable Human Development. UNDP. New York 1996.
    5. Human Development Report. UNDP. New York 1995.
    6. นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมณ์ศานต์ สำนักพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต เอกสาร การสอนอย่างมีส่วนร่วม ของกองอนามัยโรงเรียน กรมอนามัย พ.ศ.2538.
    7. Martina J Garrett. Health Futures Handbook WHO Geuera 1996.
    8. William E. Smith. The A.I.C. Model Concept and Prectice Organizing for Development International Institute Dec, 1991.

     




  • บทความนี้มาจาก Srisangworn Sukhothai Hospital
    http://192.168.0.37/

    URL สำหรับเรื่องนี้คือ:
    http://192.168.0.37/modules.php?op=modload&name=News&file=article&sid=359