Srisangworn Sukhothai Hospital

ผลการดำเนินงานป้องกันโรคไข้หวัดนก..กรมควบคุมโรค

บทความ / ไข้หวัดนก
วัน: 29 ก.ย. 2004 - 11:55
โรคไข้หวัดนกเป็นโรคที่มีความสำคัญทั้งในด้านการเกษตร การสาธารณสุข สังคม และเศรษฐกิจ เนื่องจากโรคไข้หวัดนกเป็นโรคที่มีความรุนแรงและแพร่ระบาดได้รวดเร็วในสัตว์ปีกหลายชนิด รวมทั้งยังสามารถแพร่ติดต่อและก่อโรครุนแรงในคน จึงถือเป็นภัยคุกคามฉุกเฉินที่ต้องการการจัดการแก้ไขและการควบคุมสถานการณ์ที่ฉับไวและมีประสิทธิภาพ รัฐบาลได้กำหนดนโยบายที่ชัดเจนให้มีการเร่งแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดให้สงบลงโดยเร็ว ตลอดจนลดผลกระทบให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด รวมทั้งให้มีการศึกษาและรวบรวมข้อมูลองค์ความรู้ต่างๆ ให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะนำมาใช้ในการป้องกันควบคุมปัญหาการระบาดของโรคไข้หวัดนก รวมถึงโรคติดต่อชนิดใหม่อื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของประเทศในด้านต่างๆ ที่จำเป็น ให้เข้มแข็งและพร้อมรับมือกับปัญหาโรคระบาดในระยะยาวได้เป็นอย่างดี


ประวัติการเกิดโรคและวิชาการเกี่ยวกับโรคไข้หวัดนก

โรคไข้หวัดใหญ่สัตว์ปีก (Avian Influenza) หรือโรคไข้หวัดนก (Bird Flu) เป็นโรคของสัตว์ปีกที่เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ พบครั้งแรกที่ประเทศอิตาลีเมื่อกว่าร้อยปีมาแล้ว ต่อมาพบโรคเกิดขึ้นในทุกภูมิภาคทั่วโลก โดยสัตว์ปีกทุกชนิดและสุกรมีความไวต่อเชื้อนี้
นกอพยพ เช่น นกน้ำ นกชายทะเล และนกป่า เป็นแหล่งโรคในธรรมชาติที่มักติดเชื้อโดยไม่แสดงอาการป่วย แต่สามารถแพร่เชื้อทำให้เกิดการระบาดในฝูงสัตว์ปีกทุกชนิด ทั้งที่เลี้ยงในฟาร์มและเลี้ยงอยู่ตามบ้านเรือน รวมทั้งนกชนิดอื่นๆ ในธรรมชาติด้วย
เชื้อไข้หวัดนกในสัตว์ปีกแบ่งได้เป็นชนิดรุนแรงและชนิดไม่รุนแรง เชื้อไข้หวัดนกชนิดรุนแรงอาจทำให้สัตว์ตายรวดเร็วโดยไม่ทันสังเกตอาการ สัตว์ป่วยมักมีอาการมีไข้ ซึมหงอย ไม่กินอาหาร ขนยุ่ง หน้า-หงอน-เหนียงบวม มีสีแดงคล้ำ มีจุดเลือดออกที่หน้าแข้ง ไอ จาม น้ำมูกไหล อาจท้องเสีย ชัก และไข่ลดลง หรือไข่มีลักษณะผิดปกติ (เช่น เปลือกอ่อนนิ่ม) การระบาดมักรุนแรงทำให้ไก่ตายเกือบร้อยละ 100 และแพร่กระจายรวดเร็ว ถ้าผ่าซากตรวจจะพบว่าบริเวณใต้ผิวหนังที่หัวและคอบวมน้ำ มีจุดหรือจ้ำเลือดออกตามกล่องเสียง หลอดลม กึ๋น ลำไส้ มีจุดเนื้อตายสีขาวที่ตับ และไตบวมแดง
เชื้อไข้หวัดนกในสัตว์ปีกแบ่งได้เป็นชนิดรุนแรงและชนิดไม่รุนแรง เชื้อไข้หวัดนกชนิดรุนแรงอาจทำให้สัตว์ตายรวดเร็วโดยไม่ทันสังเกตอาการ สัตว์ป่วยมักมีอาการมีไข้ ซึมหงอย ไม่กินอาหาร ขนยุ่ง หน้า-หงอน-เหนียงบวม มีสีแดงคล้ำ มีจุดเลือดออกที่หน้าแข้ง ไอ จาม น้ำมูกไหล อาจท้องเสีย ชัก และไข่ลดลง หรือไข่มีลักษณะผิดปกติ (เช่น เปลือกอ่อนนิ่ม) การระบาดมักรุนแรงทำให้ไก่ตายเกือบร้อยละ 100 และแพร่กระจายรวดเร็ว ถ้าผ่าซากตรวจจะพบว่าบริเวณใต้ผิวหนังที่หัวและคอบวมน้ำ มีจุดหรือจ้ำเลือดออกตามกล่องเสียง หลอดลม กึ๋น ลำไส้ มีจุดเนื้อตายสีขาวที่ตับ และไตบวมแดง
เชื้อไข้หวัดนก A (H5N1) เป็นเชื้อชนิดรุนแรง สามารถแพร่ติดต่อมาถึงคนได้เป็นครั้งแรกที่ฮ่องกงในปี พ.ศ. 2540 มีผู้ป่วย 18 ราย เสียชีวิต 6 ราย ต่อมาในปี 2546 มีผู้ป่วยที่ฮ่องกงอีก 2 ราย เสียชีวิต 1 ราย ส่วนเชื้อ A (H9N2) เป็นเชื้อชนิดไม่รุนแรง ทำให้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่อย่างอ่อนทั้งในสัตว์ปีกและในคน มีผู้ป่วยรวม 3 ราย สำหรับการระบาดในปี 2546 ในเนเธอร์แลนด์ที่เกิดจากเชื้อ A (H7N7) เป็นเชื้อชนิดรุนแรง ทำให้เกิดโรคตาแดงอักเสบ (83 ราย) และมีผู้ป่วยปอดบวมเสียชีวิต 1 ราย
ในปี 2547 นี้ เกิดโรคไข้หวัดนกระบาดในสัตว์ปีกในหลายประเทศของเอเชีย ได้แก่ จีน (รวมทั้งฮ่องกง) เวียดนามไทย อินโดนีเซีย กัมพูชา ลาว เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น การแพร่ของเชื้อ A (H5N1) มายังคนเกิดขึ้นที่เวียดนามและประเทศไทย ทำให้มีผู้ป่วยรวม 35 ราย เสียชีวิต 24 ราย การแพร่ติดต่อมายังคน เกิดจากการสัมผัสโดยตรงกับสัตว์ปีกที่ป่วยหรือตายจากโรคไข้หวัดนก ผู้ป่วยบางรายมีประวัติสัมผัสสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนเชื้อในพื้นที่ที่เกิดโรคระบาด ไม่พบการติดเชื้อจากการกินสัตว์ปีกหรือไข่ที่ปรุงสุก กลุ่มเสี่ยงโรคสูง ได้แก่ ผู้ทำหน้าที่ทำลายสัตว์ปีก ผู้ที่ชำแหละไก่ป่วย ผู้ที่ทำงานในฟาร์มสัตว์ปีก รวมทั้งเด็กในพื้นที่ระบาด ขณะนี้ยังไม่พบปัญหาการแพร่ติดต่อจากคนสู่คน กล่าวคือ การติดเชื้อจากการสัมผัสกับผู้ป่วยพบน้อยมาก และมักไม่ทำให้มีอาการป่วย หรือผู้ป่วยอาจมีอาการระบบทางเดินหายใจเพียงเล็กน้อย
โรคไข้หวัดนกในคนมีระยะฟักตัว (ระยะตั้งแต่ได้รับเชื้อจนเริ่มมีอาการป่วย) ประมาณ 3 - 5 วัน และมักไม่เกินกว่า 7 วัน ผู้ป่วยจะมีอาการทางระบบทางเดินหายใจแบบเฉียบพลัน เริ่มจากมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยเนื้อตัว อ่อนเพลีย เจ็บคอ ไอแห้งๆ และอาจมีตาแดงด้วย ผู้ป่วยที่เป็นเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัวมักป่วยรุนแรง และอาจเกิดอาการหายใจลำบาก หรือ หอบ จากปอดบวมอักเสบ ตามด้วยอาการระบบหายใจล้มเหลวอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งเสียชีวิตได้ ระยะเวลาป่วยนาน 5-13 วัน อัตราป่วยตายสูงประมาณร้อยละ 70

ผลการดำเนินงานการป้องกันควบคุมโรคไข้หวัดนกในคน

กระทรวงสาธารณสุขได้เร่งรัดการดำเนินงานทุกวิถีทางที่จะป้องกันโรคไข้หวัดนกในคน ซึ่งถูกจัดให้เป็นโรคติดต่ออุบัติใหม่ที่มีความสำคัญโรคหนึ่ง และจากการที่กระทรวงสาธารณสุขได้เริ่มเร่งรัดการเตรียมความพร้อมรับโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2546 เมื่อเริ่มพบการระบาดในสัตว์ปีก จึงสามารถนำมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคซาร์สมาปรับใช้กับโรคไข้หวัดนกได้ทันที รวมทั้งได้เพิ่มมาตรการที่จำเป็นอื่นๆ สรุปได้ ดังนี้

1. ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขให้โรคไข้หวัดใหญ่ รวมทั้งไข้หวัดใหญ่จากสัตว์ เป็นโรคติดต่อที่ต้องแจ้งความ ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2523

2. จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรคไข้หวัดนกของกระทรวงสาธารณสุข ดำเนินงานเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคในคนคู่ขนานไปกับการดำเนินการในสัตว์ โดยคณะทำงานด้านต่างๆ ร่วมปฏิบัติงานเป็นเครือข่าย ได้แก่ คณะทำงานวิชาการกลาง คณะทำงานเฝ้าระวังและสอบสวนโรค คณะทำงานด้านห้องปฏิบัติการชันสูตรโรค คณะทำงานด้านการแพทย์ คณะทำงานสนับสนุนปฏิบัติการ คณะทำงานเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และคณะทำงานด้านข้อมูลสารสนเทศ

3. ทำหน้าที่คณะกรรมการพิจารณาแก้ไขวิกฤตสถานการณ์ไข้หวัดนกระบาดในไก่ ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) เป็นประธาน ทั้งนี้โดยการเชื่อมโยงการดำเนินมาตรการต่างๆ ในคนให้สอดคล้องกัน และส่งเสริมความร่วมมือในการดำเนินมาตรการควบคุมโรคในสัตว์ปีก

4. ประสานความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการดำเนินการเฝ้าระวังและควบคุมการระบาดในพื้นที่

5. แจ้งเตือนสถานการณ์และพื้นที่ระบาด รวมทั้งเผยแพร่คำแนะนำสำหรับประชาชนเพื่อป้องกันโรคไข้หวัดนกให้แก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยงทั่วประเทศ ซึ่งรวมถึงผู้บริโภคไก่และผลิตภัณฑ์จากไก่ ผู้ประกอบอาหาร ผู้ชำแหละไก่ ผู้ขนย้ายสัตว์ปีก เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ ผู้ปกครองเด็กในพื้นที่เกิดโรคระบาด ฯลฯ และรณรงค์ประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องผ่านสื่อต่างๆ อย่างครอบคลุมและต่อเนื่องว่าโรคนี้ยังไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน ไก่และไข่ที่ขายตามท้องตลาดมีความปลอดภัยสามารถบริโภคได้โดยการปรุงให้สุก

6. ดำเนินงานสุขศึกษาประชาสัมพันธ์เชิงรุกในพื้นที่ ผ่านเทปหอกระจายข่าว และการปฏิบัติงานโดยกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขที่ออกเยี่ยมบ้านทุกหลังคาเรือนทั่วประเทศ เพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ให้ประชาชนสามารถป้องกันตนเองและบุตรหลานได้ รวมทั้งให้ความร่วมมือกับหน่วยงานในการป้องกันควบคุมโรคอย่างเต็มที่ โดยเน้นเนื้อหา ดังนี้
- ขอให้ประชาชนทุกคนช่วยกันเฝ้าระวังการระบาดในสัตว์ปีก โดยเฉพาะไก่ เป็ดที่เลี้ยงตามบ้าน และดูแลระมัดระวังเด็กอย่างใกล้ชิด ไม่ให้ไปสัมผัสสัตว์ป่วยหรือสิ่งแวดล้อมที่อาจปนเปื้อนเชื้อ และสอนสุขนิสัยที่ดี ปฏิบัติได้ง่าย และมีประโยชน์มากที่จะช่วยป้องกันการติดเชื้อ ได้แก่ การหมั่นล้างมือบ่อย ๆ
- กรณีพบสัตว์ปีกตาย ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ให้แจ้งที่เจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อมของสำนักงานเขตทุกเขต ต่างจังหวัดแจ้งที่เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอและปศุสัตว์จังหวัด เทศบาล หรือ อบต. เพื่อขอรับคำแนะนำ วิธีการเก็บตัวอย่างส่งตรวจที่ปลอดภัย ต้องไม่จับต้องสัตว์ด้วยมือเปล่า ควรใช้ถุงมือพลาสติก ถ้าไม่มีอาจใช้ถุงพลาสติกหนาๆ แทน และกำจัดซากสัตว์ตัวอื่นๆ ที่เหลือ โดยนำไปฝังให้ลึกอย่างน้อย 1 เมตร หรือนำไปเผา และต้องรีบล้างมือด้วยน้ำและสบู่ทันทีที่ทำงานเสร็จ
- ผู้ที่มีไข้สูงต้องรีบไปพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการสัมผัสสัตว์ ซึ่งหากแพทย์สงสัยโรคไข้หวัดนก จะรีบรายงานโรคไปยังกรมควบคุมโรคทันที เพื่อดำเนินการสอบสวนควบคุมโรคต่อไป ในกรุงเทพฯ แจ้งที่ สำนักระบาดวิทยา โทร. 0-2590-1882 ต่างจังหวัดแจ้งที่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และสถานบริการสาธารณสุขทุกแห่ง

7. เร่งรัดให้จังหวัดดำเนินการควบคุมโรคไข้หวัดนกอย่างเข้มงวด โดยเน้นมาตรการเฝ้าระวังสอบสวนโรคโดยการเฝ้าระวังการป่วยด้วยโรคปอดบวมอย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เกิดโรคระบาด เช่น เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์และผู้ที่ดำเนินการทำลายสัตว์ปีก ที่มีประวัติสัมผัสโดยตรงกับสัตว์ที่ป่วยหรือตาย หรือสัมผัสกับผู้ป่วยปอดบวมรายอื่นในรอบหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ให้สอบสวนควบคุมโรคในชุมชนทันที รวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆในจังหวัด โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการดำเนินการเฝ้าระวังและควบคุมการระบาดในพื้นที่
7.1 ขอความร่วมมือจากอาสาสมัครสาธารณสุขและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอทั่วประเทศ ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด ในการติดตามเฝ้าระวังและรายงานทันทีที่มีการค้นพบผู้สงสัยว่าอาจป่วยด้วยโรคนี้
7.2 สั่งการให้ทีมเฝ้าระวังสอบสวนและควบคุมโรคของจังหวัดที่กรมควบคุมโรคได้จัดอบรมให้ทุกจังหวัดแล้ว มีความพร้อม สามารถปฏิบัติงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง
7.3 เฝ้าระวังผู้ป่วยที่มีอาการไข้หวัดใหญ่หรือผู้ป่วยปอดบวมที่มารับการรักษาในโรงพยาบาล

ผลสอบสวนโรค ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2547 ถึง 26 กันยายน 2547 สำนักระบาดวิทยาได้รับรายงานผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ หรือปอดบวม ที่อยู่ในข่ายเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนก รวม 146 ราย จาก 32 จังหวัด สรุปผลการสอบสวนเบื้องต้น ดังนี้

- ผู้ป่วยรับแจ้งใหม่( 26 กันยายน 2547) จำนวน 4 ราย จัดเป็นผู้ป่วยอยู่ระหว่างการสอบสวนทั้งหมด
- อยู่ระหว่างการสอบสวนรวม 15 ราย เป็นผู้ป่วยรับแจ้งใหม่ 4 ราย และค้างมาจากเดิม 11 ราย
- ผู้ป่วยเข้าข่ายสงสัย 5 รายเท่าเดิม
- ผู้ป่วยยืนยัน 1 รายเท่าเดิม ที่จังหวัดปราจีนบุรี เป็นชายอายุ 18 ปี อยู่ที่อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เริ่มป่วยวันที่ 31 สิงหาคม 2547 เข้ารับการรักษาวันที่ 4 กันยายน 2547 เสียชีวิต วันที่ 8 กันยายน 2547 ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ยืนยันว่า พบสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสไข้หวัดนก (H5N1) มีประวัติสัมผัสไก่ชน


8. การแยกรักษาผู้ป่วยอย่างถูกต้องโดยเร็วที่สุด รวมทั้งการป้องกันการแพร่เชื้อในโรงพยาบาลอย่างเคร่งครัด
8.1 จัดทำคู่มือและแนวทางการปฏิบัติงานการรักษาผู้ป่วยและการป้องกันการแพร่เชื้อในโรงพยาบาล รวมทั้งการเฝ้าระวังโรค การดำเนินงานเมื่อพบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่และปอดอักเสบ การเก็บและส่งตัวอย่างเพื่อตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยสงสัยไข้หวัดนก
8.2 จัดอบรมเตรียมพร้อมรับโรคติดต่ออุบัติใหม่ให้แก่แพทย์ พยาบาล และนักระบาดวิทยาของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชนทั่วประเทศ รวม 1,100 คน
8.3 สนับสนุนชุดทดสอบหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ เบื้องต้น (ทราบผลภายใน 15-30นาที) ให้กับโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลระดับจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ
8.4 ดำเนินการตามแนวทางการค้นหาและวินิจฉัยผู้ป่วย และให้การรักษาผู้ป่วยตามหลักวิชาการและมาตรฐานการรักษาที่ถูกต้องโดยเร็ว ได้แก่ ยาต้านไวรัส (Olseltamivir: ชื่อการค้า Tamiflu)
8.5 แจ้งเตือนสถานบริการสาธารณสุข (รพ., สอ.) ทั้งภาครัฐและเอกชนให้วินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยรวมทั้งการป้องกันการติดเชื้อในสถานบริการ ตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข

9. สนับสนุนวัคซีนไข้หวัดใหญ่ให้แก่กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ ที่ต้องดูแลผู้ป่วยโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจและบุคคลที่มีหน้าที่กำจัดสัตว์ปีก เพื่อช่วยป้องกันการติดเชื้อและการป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ซึ่งหากบุคคลนั้นเกิดการติดเชื้อไข้หวัดนก วัคซีนจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนสารพันธุกรรมระหว่างเชื้อไข้หวัดนกกับเชื้อไข้หวัดใหญ่ เพื่อป้องกันการระบาดใหญ่ที่เกิดจากการแพร่ติดต่อเชื้อจากคนถึงคนได้

10. พัฒนาศักยภาพและระบบเฝ้าระวังไข้หวัดนกทางห้องปฏิบัติการ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ดังนี้
10.1 พัฒนาศักยภาพวิธีการตรวจชันสูตร และจัดบุคลากรปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ ทั้งในส่วนกลาง ได้แก่ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุขและส่วนภูมิภาค ได้แก่ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ ทั้ง 13 ศูนย์ ซึ่งทำให้สามารถรายงานผลการตรวจชันสูตรได้ภายในเวลา 24 ชั่วโมง สามารถรายงานผลการตรวจชันสูตรได้ภายใน 24 ชั่วโมง ทุกราย จากผลการตรวจชันสูตรจนถึงขณะนี้ไม่พบว่ามีสารพันธุกรรมต้องสงสัยของเชื้อไวรัสไข้หวัดนก
10.2 จัดตั้งระบบเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกทางห้องปฏิบัติการ และให้มีการรายงานทันทีเมื่อกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้รับตัวอย่างสิ่งส่งตรวจเพื่อชันสูตรโรคไข้หวัดนกไปยังกรมควบคุมโรคเพื่อประสานงานการควบคุมและป้องกันโรคให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และมีการรายงานผลเร่งด่วนไปยังสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค หน่วยงานควบคุมป้องกันโรคในพื้นที่ และโรงพยาบาลที่ผุ้ป่วยรักษาตัวอยู่
10.3 จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์วิธีการเก็บตัวอย่างส่งตรวจอย่างถูกต้อง เพื่อให้ได้ผลการชันสูตรที่มีประสิทธิภาพ และเผยแพร่ข้อมูลวิธีการเก็บตัวอย่างส่งตรวจทางเว็บไซต์ http://www.dmsc.moph.go.th/webroot/nib/web/index.htm
10.4 จัดตั้งศูนย์ call center เพื่อให้ข้อมูลการตรวจชันสูตรทางห้องปฏิบัติการสำหรับโรคไข้หวัดนกที่หมายเลข 0-2951-0000 ในเวลาราชการ และที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-1989-1978 ตลอด 24 ชั่วโมง
10.5 จัดตั้งระบบการเฝ้าระวังการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไข้หวัดนก โดยการตรวจชันสูตรทางชีวโมเลกุล ซึ่งจากการเฝ้าระวังดังกล่าวที่ผ่านมา ยังไม่พบการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไข้หวัดนกที่สามารถติดต่อจากคนสู่คน

11. จัดให้มีบริการตอบคำถามประชาชนเกี่ยวกับโรคไข้หวัดนกทางฮ็อตไลน์ (ศูนย์ปฏิบัติการกรมควบคุมโรค) โทร. 02-590-3333 และเผยแพร่ข้อมูลผ่านเว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุขที่ http://www.moph.go.th

12. สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนกลับมาบริโภคไก่และไข่ ผ่านการรณรงค์และการประชาสัมพันธ์ เพื่อลดผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้ค้ารายย่อย

13. รณรงค์การดำเนินการล้างตลาดสดทั่วประเทศ เพื่อเสริมการกำจัดแหล่งแพร่เชื้อ รวมทั้งรณรงค์ส่งเสริมพฤติกรรมอนามัยที่ช่วยป้องกันโรคติดต่อในวงกว้าง เช่น การบริโภคอาหารปรุงสุก การล้างมือ การใช้ชุดป้องกันในกลุ่มเสี่ยง และการไม่สัมผัส ชำแหละ หรือบริโภคเนื้อจากสัตว์ที่ป่วยหรือตายผิดปกติ

14. ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ปัญหาโรคไข้หวัดนกและโรคติดต่ออุบัติใหม่อื่นๆ โดยร่วมดำเนินงานด้านสารัตถะในการประชุม Ministerial Meeting on the Current Poultry Disease Situation เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2547 ณ กระทรวงการต่างประเทศ กรุงเทพมหานคร

15. ร่วมกับกรมปศุสัตว์ในการจัดทำวีซีดีและคู่มือการซักซ้อมการทำลายสัตว์ป่วยเพื่อควบคุมโรคไข้หวัดนก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของการเฝ้าระวังและป้องกันโรคในคน

16. ประสานความร่วมมือทั้งด้านวิชาการ การศึกษาวิจัยและพัฒนา และการดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายทั้งภายในประเทศและองค์การระหว่างประเทศ ได้แก่ องค์การอนามัยโลก และศูนย์ความร่วมมือไทย-สหรัฐ

17. พิจารณาผลกระทบทางสาธารณสุขจากการใช้วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดนกในไก่ โดยการแต่งตั้งคณะกรรมการฯและประชุมพิจารณา เพื่อให้ได้ข้อมูลประกอบการพิจารณาผลกระทบทางสาธารณสุข

18. ร่วมแก้ไขปัญหาการลักลอบใช้วัคซีนไข้หวัดนกร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ ซึ่งมีองค์ประกอบคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อแก้ไขปัญหาการลักลอบใช้วัคซีนไข้หวัดนก ทั้งจากคณะกรรมการอาหารและยา กรมศุลกากร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมควบคุมโรค สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมปศุสัตว์


From..http://thaigcd.ddc.moph.go.th/AI_daily_report_270409.html


บทความนี้มาจาก Srisangworn Sukhothai Hospital
http://192.168.0.37/

URL สำหรับเรื่องนี้คือ:
http://192.168.0.37/modules.php?op=modload&name=News&file=article&sid=90