Srisangworn Sukhothai Hospital

ระบุ ให้ยาปฏิชีวนะเด็กวัยก่อนขวบ เสี่ยงเป็นโรคหอบหืดเพิ่ม 2 เท่า

บทความ / ข่าวสารห้องยา
วัน: 17 มิ.ย. 2007 - 07:51
สั่งแพทย์งดให้ ถ้าไม่จำเป็นแบบสุดๆ

หนังสือพิมพ์เดอะแวนคูเวอร์ซันฉบับออนไลน์ของแคนาดารายงานว่าการวิจัยล่าสุดศึกษาพบว่า เด็กที่ได้รับยาปฏิชีวนะจากการสั่งจ่ายของแพทย์ในช่วงอายุยังไม่ถึงขวบจะมีความเสี่ยงในการป่วยเป็นโรคหอบหืดมากกว่าปกติถึง 2 เท่าเมื่อมีอายุ 7 ขวบ

โดยการวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาจากรายงานของมหาวิทยาลัย 2 แห่งได้แก่มหาวิทยาลัยแห่ง มานิโตบาและมหาวิทยาลัยแม็คกิลล์

นพ. เอ็ดมอนด์ ฉาน ซึ่งเป็นกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านโรคภูมิแพ้ในเด็ก ประจำที่โรงพยาบาลเด็ก บี.ซี. กล่าวว่าแม้งานวิจัยซึ่งได้รับการตีพิมพ์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาในวารสารการแพทย์ เชส ซึ่งเป็นวารสารสำหรับแพทย์โรคทรวงอกนี้จะไม่ได้ฟันธงว่า การใช้ยาปฏิชีวนะเป็นสาเหตุโดยตรงของความเสี่ยงในการเป็นโรคหอบหืดที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวกัน และทั้งนี้ผลการวิจัยนี้เพิ่มน้ำหนักให้กับผลการวิจัยอื่น ๆ ก่อนหน้าที่ระบุว่าการใช้ยาปฏิชีวนะมีความสัมพันธ์กับการเป็นโรคหอบหืด

ดร.แอนิตา โคไซร์สกีจ์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่ง มานิโตบาได้ทำการศึกษาประวัติการสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะของเด็กจำนวน 13,000 คนทั้งที่มีและไม่มีปัจจัยเสี่ยงของโรคเป็นต้นว่า ประวัติการเป็นโรคหอบหืดของมารดา การมีที่พักอาศัยอยู่ในเมือง และความถี่ในการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจ โดยเธอได้ศึกษาถึงว่าเด็กเหล่านั้นได้รับการสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะกี่ครั้งในช่วงก่อนถึง 1 ขวบและศึกษาติดตามผลกลุ่มตัวอย่างต่อเนื่องไปเป็นเวลา 7 ปี

ดร.โคไซร์สกีจ์กล่าวว่าผลการศึกษาที่ได้พบว่าเด็กที่ได้รับยาปฏิชีวนะจากการสั่งจ่ายของแพทย์ในช่วงก่อน 1 ปีแรกของชีวิตมีความสัมพันธ์กันกับความเสี่ยงในการเป็นโรคหอบหืดที่เพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะเด็กที่อาศัยอยู่ในชนบทไม่ใช่ในเมือง และความเสี่ยงที่พบนั้นจะมีมากที่สุดในเด็กที่ได้รับยาปฏิชีวนะมากกว่า 4 ครั้งขึ้นไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งยาปฏิชีวนะชนิดที่มีผลครอบคลุมอาการกว้าง ๆ

ทั้งนี้การศึกษานี้ทำเพื่อทดสอบสันนิษฐานเรื่อง ไมโครฟลอร่า ซึ่งเชื่อว่าแบคทีเรียชนิดดีไมโครฟลอร่าซึ่งจะอยู่ในระบบทางเดินอาหารของเด็กนี้เป็นสิ่งจำเป็นต่อการสร้างระบบภูมิคุ้มกันของเด็ก และเมื่อแบคทีเรียชนิดนี้ถูกทำลายไปในช่วงปีแรกของชีวิตเด็กจึงมีความเสี่ยงที่มากกว่าปกติในการเป็นโรคภูมิแพ้และหอบหืด

ดร.โคไซร์สกีจ์กล่าวว่ายาปฏิชีวนะทุกชนิดเป็นตัวทำลายแบคทีเรียชนิดดีไปพร้อม ๆ กับแบคทีเรียชนิดเลว โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาปฏิชีวนะชนิดที่ให้ผลครอบคลุมในวงกว้าง อย่าง เซฟาโลสโปรินส์ ที่แพทย์มักสั่งจ่ายเพื่อรักษาอาการหูติดเชื้อจะทำลายแบคทีเรียดีไมโครฟลอร่าไปมากกว่ายาชนิดที่ออกฤทธิ์ในวงแคบ ๆ นอกจากนี้แล้ว ยาเพนิซิลลินก็เป็นยาอีกตัวหนึ่งที่ทำลายแบคทีเรียเช่นกัน

ดังนั้น ดร.โคไซร์สกีจ์จึงได้สรุปว่า คำแนะนำสำหรับแพทย์ที่พิจารณาแล้วเห็นว่าจำเป็นจะต้องสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะให้กับเด็กอายุน้อยกว่า 1 ขวบก็ขอให้พิจารณาใช้ยาประเภทที่ให้ผลในวงแคบแทนดีกว่า เพราะจากการวิจัยนี้ก็แสดงให้เห็นว่าเด็กจำนวนถึง 52 เปอร์เซ็นต์ได้รับการสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะชนิดออกฤทธิ์ครอบคลุมกว้าง ๆ ทั้งนั้นเลย มีเพียงแค่ 3 เปอร์เซ็นเท่านั้นเองที่ได้รับยาปฏิชีวนะที่ให้ผลในวงแคบ และอีก 10 เปอร์เซ็นต์ก็ได้รับยาทั้ง 2 ประเภท

ดร.โคไซร์สกีจ์ กล่าวว่าทฤษฎีที่จะสามารถอธิบายได้ว่าทำไมผลการวิจัยของเธอจึงพบความสัมพันธ์ที่เด่นชัดระหว่างการได้รับยาปฏิชีวนะกับความเสี่ยงในการเป็นโรคหอบหืดในเด็กที่อาศัยอยู่ในชนบทแต่กลับไม่พบนัยสำคัญในกลุ่มเด็กในเมือง ก็คือว่าแพทย์ในชนบทมีแนวโน้มในการใช้ยาปฏิชีวนะชนิดให้ผลครอบคลุมในวงกว้างมากกว่าแพทย์ในเมืองนั่นเอง

ด้าน นพ.ฉาน ก็ได้แสดงความเห็นด้วยกับประเด็นนี้และได้แนะนำว่าแพทย์ในชนบทควรต้องหลีกเลี่ยงการสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะในเด็กวัยก่อน 1 ขวบยกเว้นแต่จำเป็นโดยไม่มีทางเลี่ยงได้จริงๆ และย้ำด้วยว่าไม่ควรให้ยานี้ไปเลยดีกว่าหากไม่จำเป็นประเภทหัวเด็ดตีนขาดจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นยาปฏิชีวนะชนิดใดก็ตาม





ที่มา :
ข้อมูลจาก : สำนักข่าวต่างประเทศ
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.
วันที่ 14 มิถุนายน 2550


บทความนี้มาจาก Srisangworn Sukhothai Hospital
http://192.168.0.37/

URL สำหรับเรื่องนี้คือ:
http://192.168.0.37/modules.php?op=modload&name=News&file=article&sid=968